
สภาผู้บริโภคหารือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เร่งขับเคลื่อนแก้ปัญหา “ภัยสายสื่อสาร” ระดับจังหวัด นำร่อง 14 จังหวัดต้นแบบ ลดความสูญเสีย เร่งเยียวยาผู้บริโภคได้รับผลกระทบ
สถานการณ์ “ภัยสายสื่อสาร” ที่พาดกันรุงรังตามเสาไฟฟ้าทั่วประเทศ กลายเป็นสาเหตุความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จนเกิดการร้องเรียนจากทั่วประเทศ แม้มีการกำหนดให้มีคณะกรรมการระดับจังหวัดเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ทำให้สภาผู้บริโภคไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ จึงนำมาสู่การหารือร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อขับเคลื่อนการจับระเบียบสายสื่อสารเพื่อไม่ให้ก่ออันตรายต่อประชาชน โดยมุ่งเน้นการยกระดับกลไกระดับจังหวัด ผ่านคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้น แต่ยังมีอุปสรรคในการขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปัญหาสายสื่อสารเป็นหนึ่งในประเด็นร้องเรียนสำคัญของประชาชน โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องร้องเรียนกว่า 2,452 เรื่อง ครอบคลุม 51 จังหวัด และมีทั้งกรณีบาดเจ็บและเสียชีวิตจากสายสื่อสารที่ห้อยระโยงระยางหรือชำรุดเสียหาย กรณีล่าสุดที่สร้างความสะเทือนใจเกิดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อว่าที่เจ้าบ่าวขับมอเตอร์ไซค์แล้วถูกสายเคเบิลที่ห้อยลงมาเกี่ยวคอจนเสียชีวิต ก่อนเข้าพิธีวิวาห์เพียง 10 วัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการกำหนดให้มี “คณะกรรมการระดับจังหวัด” เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหา แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่า จากทั้งหมด 77 จังหวัด มีเพียง 7 จังหวัดที่มีประชุมคณะกรรมการแล้ว และมีตัวแทนสภาผู้บริโภคเข้าร่วม ขณะที่อีกจำนวนมากยังไม่มีการแต่งตั้ง หรือยังไม่เริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง ส่งผลให้การแก้ไขปัญหายังไม่ครอบคลุมและล่าช้า

ชี้ปัญหา “มีโครงสร้าง แต่ไม่ขับเคลื่อน” เร่งบูรณาการระดับพื้นที่
ในการหารือ ทั้งสองหน่วยงานเห็นตรงกันว่า แม้จะมีโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามกฎหมายในการจัดการสายสื่อสาร เช่น การสั่งแก้ไขหรือรื้อถอนในกรณีที่เป็นอันตราย แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องความชัดเจนของเจ้าของสาย การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และความกังวลด้านข้อกฎหมาย
สภาผู้บริโภคเน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาสายสื่อสารไม่สามารถดำเนินการแบบ “รายกรณี” ได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้แนวทางเชิงนโยบายและการบูรณาการทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับผู้บริหารระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง
อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค ได้เสนอแนวทาง “พื้นที่นำร่อง 14 จังหวัด” ที่มีความพร้อมของเครือข่ายผู้บริโภคและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเป็นต้นแบบการจัดการปัญหาสายสื่อสารอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ อาทิ น่าน เชียงใหม่ ขอนแก่น ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ พัทลุง กระบี่ และพังงา
แนวคิดดังกล่าวอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” คือ เริ่มจากพื้นที่ที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้จริง ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ ในด้านการขับเคลื่อนเชิงระบบ มีข้อเสนอให้ประชุมเลขานุการคณะกรรมการ เพื่อสร้างความร่วมมือ โดยในส่วนของสภาผู้บริโภค มีการจัดทำ “ชุดความรู้” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสำรวจจุดเสี่ยง การจัดระเบียบสายสื่อสาร และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม
ปัจจุบัน สถ. มีการสำรวจจุดเสี่ยงจากสายสื่อสารแล้วกว่า 6,000 จุด ซึ่งจำเป็นต้องนำมาวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญ เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กสทช. และการไฟฟ้า ดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นระบบและเร่งด่วน
ต้นแบบ “ขอนแก่น” ชี้ทางแก้ – เยียวยาผู้เสียหายได้จริง
อดิศักดิ์ ได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานที่เห็นผลชัดเจน คือ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีการประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัดแล้ว และมีการรายงานกรณีผู้เสียหาย สำรวจจุดเสี่ยง และกำหนดแนวทางแก้ไข รวมถึงการติดตามความคืบหน้าเป็นระยะ ที่สำคัญ มีการเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว แม้ในทางปฏิบัติยังพบปัญหาเรื่องการพิสูจน์เจ้าของสาย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การชดเชยล่าช้า เช่น กรณีผู้บาดเจ็บจากสายสื่อสารเกี่ยวลำคอ ที่ได้รับข้อเสนอเยียวยาจากบริษัทแตกต่างกันอย่างมาก
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้เสนอ 4 แนวทางสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหา ได้แก่
1. เร่งจัดตั้งและขับเคลื่อนคณะทำงานระดับจังหวัด พร้อมจัดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง
2. ซักซ้อมแนวทางการทำงานร่วมกับหน่วยงานในสังกัด สถ. โดยเฉพาะในพื้นที่นำร่อง
3. สนับสนุนบทบาทความร่วมมือระหว่างสภาผู้บริโภคและท้องถิ่น
4. กำหนดแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ชัดเจนและรวดเร็ว
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการเร่งขับเคลื่อน และเตรียมผลักดันประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้เกิดการบูรณาการในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากจังหวัดที่มีปัญหาไม่มาก เพื่อเร่งแก้ไขให้สำเร็จเป็นต้นแบบของจังหวัดอื่น ๆ จะได้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
ย้ำ “ความร่วมมือ” คือกุญแจสำคัญ ลดความสูญเสียผู้บริโภค
รศ.ภญ.ดร.ยุพดี กล่าวย้ำว่า แม้ปัจจุบันทุกหน่วยงานจะตระหนักถึงปัญหาสายสื่อสาร แต่ยังติดข้อจำกัดด้านอำนาจ หน้าที่ และการประสานงาน ดังนั้น “ความร่วมมือ” ระหว่างหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาชน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
“หากสามารถขับเคลื่อนในพื้นที่นำร่องได้สำเร็จ จะเป็นต้นแบบสำคัญในการยกระดับความปลอดภัย ลดความสูญเสีย และสร้างระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพในระดับประเทศต่อไป” รศ.ภญ.ดร.ยุพดี กล่าวทิ้งท้าย



