Ribbon

ผู้บริโภค 4 จังหวัด ยื่น อบจ. เร่ง ขนส่งสาธารณะ สู้วิกฤตน้ำมันแพง

ผู้บริโภค 4 จังหวัด ยื่น อบจ. เร่ง ขนส่งสาธารณะ สู้วิกฤตน้ำมันแพง

องค์กรผู้บริโภค 4 จังหวัด ประกอบด้วย ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนอำเภอเมืองสุรินทร์ ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดน่าน ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกันยื่นหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในพื้นที่ เสนอแนวทางเชิงนโยบายพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะระดับจังหวัด เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมัน

ใจความในหนังสือระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวผันผวน และกระทบต่อประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะภาคการคมนาคมขนส่งที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยหลัก ทำให้ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้น บางพื้นที่มีการลดเที่ยววิ่งหรือคุณภาพบริการ ส่งผลให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย นักเรียน และกลุ่มเปราะบาง ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงขึ้น และเข้าถึงบริการได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ แนวโน้มการลดลงของคุณภาพและความครอบคลุมของระบบขนส่งสาธารณะ ยังอาจผลักให้ประชาชนหันไปใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น นำไปสู่ปัญหาการจราจรติดขัดและมลพิษทางอากาศ ซึ่งกระทบต่อคุณภาพชีวิตในภาพรวม

ทั้ง 4 หน่วยงานเห็นว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะในพื้นที่ ควรมีบทบาทเชิงรุกในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน และเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระค่าครองชีพ พร้อมทั้งส่งเสริมความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

มาตรการสนับสนุน ขนส่งสาธารณะ ระยะสั้น (บรรเทาผลกระทบทันที)

  1. จัดบริการขนส่งสาธารณะฟรีหรืออัตราค่าโดยสารพิเศษในเส้นทางจำเป็น โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดหาบริการหรือสนับสนุนบริการรถโดยสารสาธารณะ เช่น รถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) ในเส้นทางสำคัญ เช่น เส้นทางเชื่อมชุมชนกับศูนย์ราชการ โรงพยาบาล สถานศึกษา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงสถานการณ์วิกฤต
  2. จัดบริการรถรับ–ส่งเพื่อการเข้าถึงบริการสาธารณะที่จำเป็นสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะ ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การศึกษา และบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึง

มาตรการระยะกลาง (วางระบบและกลไกในพื้นที่)

  1. จัดทำแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะระดับจังหวัดโดยการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรผู้บริโภคในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลความต้องการเดินทาง กำหนดเส้นทางที่จำเป็น และออกแบบรูปแบบบริการขนส่งสาธารณะที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และรองรับการพัฒนาไปสู่ระบบรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) ในอนาคต
  2. พัฒนากลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้มีกองทุนขนส่งสาธารณะระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนการจัดบริการขนส่งสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้ รวมทั้งการอุดหนุนค่าใช้จ่ายเพื่อลดภาระค่าโดยสารของประชาชน และส่งเสริมการเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

มาตรการระยะยาว (สร้างระบบที่ยั่งยืน)

  1. ส่งเสริมให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีบทบาทในการจัดหรือร่วมจัดบริการขนส่งสาธารณะด้วยรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) เป็นระบบหลักของจังหวัดเพื่อให้เกิดระบบขนส่งสาธารณะที่มีความครอบคลุม มีคุณภาพ เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  2. พัฒนาระบบกำกับดูแลและติดตามคุณภาพบริการโดยยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการจัดให้มีช่องทางรับฟังความคิดเห็น ข้อร้องเรียน และการประเมินคุณภาพบริการของประชาชน เพื่อนำมาปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ

หน่วยงานผู้บริโภคทั้ง 4 จังหวัดเรียกร้องให้ อบจ. พิจารณานำข้อเสนอไปดำเนินการตามความเหมาะสม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงาน และยกระดับการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมในระยะยาว

ทั้งนี้ องค์กรผู้บริโภคในอีก 8 จังหวัด ที่กำลังขับเคลื่อนงานการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ ลำปาง ขอนแก่น กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต สงขลา และปัตตานี เตรียมเข้ายื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อนายก อบจ. และผู้นำท้องถิ่น เพื่อให้เกิดมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภคในช่วงวิกฤตน้ำมัน พร้อมผลักดันระบบขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกหลักในการเดินทางของประชาชน และลดการพึ่งพาน้ำมัน


2 รัฐในออสเตรเลีย จัด “ขนส่งสาธารณะฟรี” ทางรอดน้ำมันแพง

คนไทยกระอัก! รายได้ขึ้นไม่ทันของแพง

พิษราคาน้ำมันแพง! เตรียมลดต้นทุนเลิกจ้างพนักงานในอนาคต