Ribbon

รถรับส่งนักเรียนชนกัน เด็กเจ็บ 25 ราย เร่งยกระดับความปลอดภัย

Getting your Trinity Audio player ready...
รถรับส่งนักเรียนชนกัน เด็กเจ็บ 25 ราย เร่งยกระดับความปลอดภัย

จากกรณีเกิดอุบัติเหตุ รถรับส่งนักเรียนชนกัน ในพื้นที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนเสียหลักไปชนท้ายรถบรรทุก ส่งผลให้มีเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บรวม 25 ราย สภาผู้บริโภคย้ำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนอย่างเป็นระบบ ทั้งการทบทวนและบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด จัดทำฐานข้อมูลรถรับส่งนักเรียนทั่วประเทศ พัฒนาศักยภาพผู้ขับขี่ และกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน เพื่อให้การเดินทางของเด็กเป็นระบบที่ตรวจสอบได้และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

รถรับส่งนักเรียนชนกัน เด็กเจ็บ 25 ราย เร่งยกระดับความปลอดภัย

คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ภาพรวมของอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนปี 2569 ถือว่ารุนแรงอย่างต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เพราะปีนี้เกิดเหตุแล้วถึง 10 ครั้ง มีเด็กนักเรียนเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 153 คน ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากความประมาทและพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ ที่สำคัญอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เกิดขึ้นท่ามกลางสถิติอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 สะท้อนว่าความเสี่ยงดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงระบบมากกว่าความผิดพลาดรายบุคคล

ขณะเดียวกัน แม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติรับทราบและกำหนดแนวทางยกระดับความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2566 แต่จนถึงปัจจุบันไม่ปรากฏความคืบหน้าที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อสาธารณะตามมติคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด ขณะที่ยังมีเด็กนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางไปกลับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในทุกวันนี้

ท่ามกลางเหตุที่เกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่คือมติที่มีอยู่จะถูกขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติจริงเมื่อใด คำตอบต่อคำถามดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องเชิงนโยบายเท่านั้น หากเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในชีวิตของเด็กนักเรียนทั่วประเทศ

“อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ ว่าปัญหานี้จะดำเนินการแก้ไขอย่างไร และใครต้องรับผิดชอบต่อความล่าช้าของนโยบายจนนำไปสู่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก รัฐบาลจะมีมาตรการเรื่องนี้อย่างไรที่จะหยุดเหตุการณ์แบบนี้ เราจะต้องปล่อยให้เด็กนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิตอีกกี่คน” คงศักดิ์ระบุ

คงศักดิ์ ย้ำว่า สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุแบ่งได้เป็น 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ความประมาทของผู้ขับขี่ ทั้งการขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่ชะลอเมื่อถึงทางแยก หลับใน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร 2) สภาพรถที่ไม่ปลอดภัย รถรับส่งนักเรียนจำนวนไม่น้อยมีอายุการใช้งานสูง หรือถูกดัดแปลงผิดประเภทเพื่อบรรทุกผู้โดยสารเพิ่มขึ้น เช่น การถอดเบาะเพื่อใส่เบาะยาว หรือใช้รถที่ไม่ได้ออกแบบเพื่อโดยสารเด็กโดยตรง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ โครงสร้างที่ไม่แข็งแรงและการขาดอุปกรณ์นิรภัยย่อมเพิ่มความรุนแรงของความเสียหาย

3) การกำกับดูแลที่ขาดประสิทธิภาพ แม้จะมีกฎหมายรองรับ แต่การบังคับใช้ยังไม่ทั่วถึง รถบางส่วนไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือไม่ได้รับการตรวจสภาพ สะท้อนช่องว่างเชิงโครงสร้างในระบบความปลอดภัย และ 4) ประเทศไทยยังขาดระบบฐานข้อมูลกลางที่ชัดเจนเกี่ยวกับรถรับส่งนักเรียน ทั้งจำนวนรถ เส้นทาง ผู้ขับขี่ และพฤติกรรมการขับขี่อย่างต่อเนื่อง ทำให้การกำกับดูแลและการวางนโยบายเชิงรุกเป็นไปได้ยาก และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันอุบัติเหตุในระยะยาว

คงศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า สภาผู้บริโภคมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้เกิดระบบรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย ต้องดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การทบทวนระเบียบกฎหมายและการบังคับใช้ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น 2) การพัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงและตรวจสอบได้ 3) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ขับขี่ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้กำกับดูแล และ 4) การพัฒนาเครื่องมือและกลไกสนับสนุน เช่น เทคโนโลยีติดตามความปลอดภัย หรือกองทุนเพื่อยกระดับมาตรฐาน

จากการถอดบทเรียนโรงเรียนศูนย์เรียนรู้การจัดการรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย พบว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับแผนงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างจริงจัง รวมถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรผู้บริโภค หน่วยงานระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่นโยบายจากส่วนกลางต้องมีความชัดเจนและกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้ร่วมมือกับผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนา “เกณฑ์ประเมินความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กนักเรียน” เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลทั่วประเทศ โดยมุ่งสร้างมาตรฐานกลางและกลไกกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคมนี้

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2568 – 2570 สภาผู้บริโภคยังดำเนินโครงการ “ความร่วมมือสานพลังท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทุกคนขึ้นได้” ครอบคลุม 12 พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง น่าน สงขลา ภูเก็ต ปัตตานี ขอนแก่น สุรินทร์ ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทบทวนระบบรถรับส่งนักเรียนทั้งประเทศ เพื่อให้การเดินทางไปโรงเรียนของเด็กไทยเป็นการเดินทางที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง” คงศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย


กาญจนบุรีเดินหน้า 12 รร. ต้นแบบ รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย

อุบัติเหตุ “รถรับส่งนักเรียน” สูญเสียซ้ำซาก ถึงเวลาต้องปฏิรูป