| Getting your Trinity Audio player ready... |

พรรค พลังประชารัฐ ร่วมมือผลักดันนโยบายคุ้มครองทุกมิติ ดึงธนาคาร ค่ายมือถือ ตั้งกองทุนเยียวยาภัยไซเบอร์ ลดสำรองไฟฟ้า แก้ปัญหาค่าโทร – เน็ตแพง
วันที่ 6 มกราคม 2569 สภาผู้บริโภค นำโดย บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค และสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค พร้อมคณะผู้บริหาร เปิดบ้านต้อนรับผู้แทนจากพรรคพลังประชารัฐ นำโดย ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ พร้อมทีมเศรษฐกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมสนับสนุนข้อเสนอของสภาผู้บริโภค ทั้งตั้งกองทุนเยียวยาภัยไซเบอร์ ลดสำรองไฟฟ้า แก้ปัญหาค่าโทร อินเทอร์เน็ตแพง

พรพรหม โอกุชิ รองหัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค กล่าวถึง นโยบาย 9 ด้านที่สภาผู้บริโภคกำลังผลักดันและเสนอต่อพรรคการเมือง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่มแรกภัยมิจฉาชีพออนไลน์ ด้านภัยออนไลน์ ได้เสนอตั้งกองทุนเยียวยาเบื้องต้นจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์ ด้านสินค้าและบริการทั่วไปเสนอให้โซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มต้องมีระบบยืนยันตัวตนผู้ขาย (e-KYM) โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ซึ่งมีผู้ได้รับความเสียหายและมีจำนวนเรื่องร้องเรียนมากที่สุด ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เสนอให้มีแพ็กเกจพื้นฐานราคาถูก เช่น ราคาไม่เกิน 100 บาท ได้เน็ต 70 กิกะไบต์ (GB) ความเร็ว 5 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ทำให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จริง หลังพบว่าการควบรวมค่ายมือถือทำให้แพ็กเกจราคาถูกหายไปจากตลาด
กลุ่มที่สองเมืองที่เป็นธรรม ด้านขนส่งและยานพาหนะ เสนอจัดตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด โดยใช้เงินจากภาษีล้อเลื่อนมาบริหารจัดการโดยท้องถิ่นเอง ยกเลิกรถโดยสาร 2 ชั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร อุดหนุนค่าเดินทางเด็กนักเรียน 15 บาทต่อคนต่อวัน และกำหนดเพดานค่าเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ ทางด้านอสังหาริมทรัพย์ เสนอให้นำที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทำเป็นพื้นที่รับน้ำจากอุทกภัยและที่พักพิงจากภัยพิบัติ ด้านพลังงานเสนอให้หยุดสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เปิดฟรีโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน เพื่อช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน
กลุ่มที่สามคุณภาพชีวิต ด้านการศึกษาเสนอนโยบายเรียนฟรีต้องฟรีจริง โดยเฉพาะสายอาชีพ และใช้เงินจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษามาใช้ให้นักเรียนมีโอกาสเรียนจบได้ถึงระดับปริญญาตรี ด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ.อาหาร ฉบับปัจจุบันที่ล้าหลัง เพิ่มอำนาจเรียกคืนสินค้าไม่ปลอดภัย และให้มีตัวแทนสภาผู้บริโภคอยู่ในคณะกรรมการอาหาร เพิ่มกระบวนการตรวจสอบเพื่อให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย เพิ่มบทลงโทษผู้ผลิตหรือนำเข้าอาหารที่ไม่ปลอดภัยให้มากขึ้น และส่งเสริมให้มีตลาดอินทรีย์ทุกจังหวัด ส่วนด้านระบบสุขภาพเสนอให้รัฐจ่ายเงิน 3 กองทุนสุขภาพอย่างเท่าเทียม คุมค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน
“นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเรื่องการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค สนับสนุนการบริโภคที่ยั่งยืน ไม่สนับสนุนโครงการก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่น โครงการดิเอทัส ซอยร่วมฤดี ที่เกิดกรณีพิพาทเรื่องตึกสูงในซอยแคบ เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วแก้ไขได้ยาก รวมถึงการก่อสร้างที่ประเทศและประชาชนไม่ได้ประโยชน์ เช่น การก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) และไม่ส่งเสริมธุรกิจสีเทา เช่น เรื่องกาสิโน โครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อสร้างระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นธรรมและยั่งยืน” พรพรหม กล่าว

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและกรรมการบริหารพรรค พลังประชารัฐ กล่าวว่า เห็นด้วยกับทุกนโยบายที่สภาผู้บริโภคเสนอ พร้อมแลกเปลี่ยนและแสดงความเห็นเพิ่มเติมในบางประเด็น สำหรับเรื่องภัยไซเบอร์นั้น มองว่าโครงสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของไทยยังล้าหลัง มีอัตราการถูกโจมตีสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก หน่วยงานรัฐและสถานศึกษาถูกแฮกได้ง่าย เนื่องจากขาดระบบกลาง ขณะที่มิจฉาชีพมีความก้าวหน้ากว่าภาครัฐ
สำหรับการจัดตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหายจากภัยดิจิทัล เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมบ้าง เช่น ธนาคาร บริษัทโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล ควรร่วมสมทบเงินเนื่องจากเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรง พร้อมชี้ว่าเฟซบุ๊กควรถูกกำกับเป็นพิเศษ เนื่องจากสร้างรายได้ในไทยแต่เสียภาษีต่างประเทศ จึงควรบังคับให้เสียภาษีในประเทศและนำเงินมาเยียวยาผู้เสียหาย
ด้านโทรคมนาคม ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า การควบรวมค่ายมือถือ เห็นว่าจะทำให้ค่าบริการสูงขึ้นและประชาชนขาดทางเลือก ประกอบกับการทำงานของ กสทช. ที่ถึงแม้จะเป็นองค์กรอิสระแต่ตรวจสอบได้ยากและมีข้อกังขาใจการทำงานกำกับดูแล กสทช. ว่าไม่ได้ช่วยเหลือประชาชน แต่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน
ด้านพลังงาน เสนอให้ลดกำลังสำรองไฟฟ้าเหลือ 15% หยุดสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่ไม่จำเป็น ผลักดันระบบหักลบกลบหน่วย หรือเน็ตมิเตอร์ริง (Net Metering) เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้นำมาใช้ในครัวเรือนได้ เพิ่มโควตาโซลาร์เซลล์หลังคาบ้านเป็น 20 กิโลวัตต์ และใช้โมเดลการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public – Private Partnership :PPP) ให้ทรัพย์สินพลังงานเป็นของรัฐตั้งแต่วันแรก

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค ระบุว่า บทบาทของการขับเคลื่อนนโยบายเป็นหน้าที่สำคัญของฝ่ายการเมือง ขณะที่ข้าราชการมีหน้าที่ในการปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนดไว้ หากขาดนโยบายที่ชัดเจนและตอบโจทย์ประชาชน ระบบราชการย่อมไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยเหตุนี้ สภาผู้บริโภคในฐานะผู้แทนของผู้บริโภคตามกฎหมาย จึงมีหน้าที่ต้องเสนอแนวนโยบายต่อพรรคการเมือง เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคถูกบรรจุเป็นวาระสำคัญในระดับประเทศ
สำหรับปัญหาระบบขนส่งมวลชนของไทย ปัจจุบันระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดอยู่ในภาวะใกล้ล่มสลาย และถือเป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน แม้พรรคการเมืองจะต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชนในภูมิภาค แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาขนส่งสาธารณะนอกกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง ทั้งที่ระบบขนส่งสาธารณะไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในเมืองหลวงเท่านั้น
บุญยืนยังยกตัวอย่างปัญหาความไม่ปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น ถนนพระราม 2 ซึ่งประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงในชีวิตประจำวันจากอุบัติเหตุและสภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ปลอดภัย สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐและฝ่ายการเมืองต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคอย่างจริงจัง
“จริง ๆ ผู้บริโภคที่ใช้ถนนพระราม 2 ต้องได้รับเหรียญกล้าหาญนะ ที่ยังมีชีวิตรอดจนถนนจะสร้างเสร็จเราจะเสร็จ” บุญยืน กล่าว
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค ได้เดินสายพบพรรคการเมืองต่างๆ ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ และได้จัดเวทีใหญ่สำหรับพรรคการเมือง ในวันที่ 7 มกราคม 2569 ตั้งแต่ 09.00 – 17.00 น. ที่โรงแรมเดอะ บาซาร์ แบงค็อก เพื่อนำเสนอนโยบายคุ้มครองผู้บริโภค 9 ด้าน และเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองนำเสนอนโยบายด้านผู้บริโภคต่อสาธารณะ โดยจะมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก สภาองค์กรของผู้บริโภค จึงขอเชิญชวนผู้บริโภค พรรคการเมืองต่าง ๆ และสื่อมวลชนร่วมติดตามเวทีดังกล่าวเพื่อร่วมผลักดันและยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไปด้วยกัน





