
เนสท์เล่เรียกคืนนมเสี่ยงอันตรายทั่วโลก เรียกคืนสินค้าเร็ว ลดความเสี่ยงผู้บริโภคได้ทันที แต่ไทยยังติดหล่มกับการ “บุกจับ” แล้วปล่อยให้สินค้าเสี่ยงตกค้างในตลาด สภาผู้บริโภคชงปฏิรูป พ.ร.บ.อาหาร ‘ผู้ผลิตรับผิดชอบ-วางระบบเรียกคืนสินค้าอันตราย’
กลายเป็นประเด็นที่พ่อแม่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ เมื่อยักษ์ใหญ่ด้านอาหารอย่าง เนสท์เล่ (Nestlé) ออกแถลงการณ์เรียกคืนผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับทารกหลายล็อตในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ครอบคลุมกว่า 31 ประเทศ ในตลาดยุโรปและบางส่วนในอเมริกาใต้และเอเชีย แม้ไทยจะไม่อยู่ในรายชื่อประเทศที่ได้รับผลกระทบ แต่การไม่มีระบบเรียนคืนสินค้า ทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในความเสี่ยง สภาผู้บริโภคเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปฏิรูป พ.ร.บ. อาหาร
การเรียกคืนผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับทารกในครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการตรวจพบความเสี่ยงของการปนเปื้อนสารซีรูไลด์ (Cereulide) ซึ่งเป็นสารพิษที่สร้างจากเชื้อแบคทีเรีย Bacillus cereus สารชนิดนี้มีความทนทานต่อความร้อนสูง ทำให้การชงด้วยน้ำร้อนหรือการต้มอาจไม่สามารถกำจัดพิษได้ หากทารกบริโภคเข้าไปจะส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องอย่างรุนแรงภายในไม่กี่ชั่วโมง
บทเรียนระดับโลก การเรียนคืนสินค้าที่เข้มงวด
กรณีของเนสท์เล่ ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมสถานการณ์ “การเรียกคืนสินค้า” (Food Recall) ทั่วโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา โดยพบกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากหลายประเทศที่สะท้อนถึงมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารที่เข้มงวด เช่น ในสหรัฐอเมริกา องค์การอาหารและยา (FDA) ได้ประกาศยกระดับการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ชีสขูดประเภทเพโคริโน่ โรมาโน Pecorino Romano จากหลายแบรนด์ดัง เช่น Locatelli, Boar’s Head, Pinna และ Member’s Mark ขึ้นสู่ระดับ Class I ซึ่งเป็นระดับอันตรายสูงสุด หลังจากตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อลิสทีเรีย โมโนไซโตเจอเนส Listeria monocytogenes ที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
นอกจากนี้ ยังมีการเรียกคืนผลิตภัณฑ์กะปิแบรนด์ “คลองโคน” ที่นำเข้าโดยบริษัท Gusto Group Inc. เนื่องจากตรวจพบการปนเปื้อนของสารตะกั่วในระดับที่เกินกว่ามาตรฐาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางสุขภาพของเด็กและสตรีมีครรภ์
ด้านฝั่งแคนาดาได้มีการประกาศเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับถั่วพิทาชิโอจำนวนมาก หลังพบความเชื่อมโยงกับการระบาดของเชื้อแซลโมเนลล่า Salmonella ที่ส่งผลให้มีผู้ป่วยสะสมเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ
เหตุการณ์เหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของระบบการเฝ้าระวังและการตรวจสอบย้อนกลับ ที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว
วิกฤตความเสี่ยงสินค้าอันตรายในไทย “ยึด–เตือน–จบ”
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย แม้จะมีการเดินหน้ากวาดล้างสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันยังคงไม่มีระบบการประกาศเรียกคืนสินค้าแบบ “รวมศูนย์” ที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับในต่างประเทศ เห็นได้จากความเคลื่อนไหวสำคัญของตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่เข้าตรวจค้นโกดังเก็บอาหารจีนผิดกฎหมาย ซึ่งเตรียมส่งต่อให้ร้านสุกี้หม่าล่าทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงการประกาศเพิกถอนผลิตภัณฑ์สมุนไพร “ยา-เก็ท 30” หลังตรวจพบการปลอมปนยาแผนปัจจุบันที่อาจก่ออันตรายร้ายแรง ตลอดจนการบุกทลายโรงงานปลอมเครื่องหมายการค้าและขบวนการแก้ไขวันหมดอายุในนมกล่องเพื่อจำหน่ายออนไลน์ จากพื้นที่หลายจังหวัดทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการส่วนใหญ่มักจบลงเพียงแค่การตรวจยึดของกลางและการแจ้งเตือนภัย แต่ยังขาดระบบการเรียกคืนสินค้าอย่างเป็นรูปธรรม ที่สามารถดึงสินค้าอันตรายออกจากมือผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ในบางเหตุการณ์ยังไม่มีการระบุชื่อยี่ห้อสินค้าหรือช่องทางการกระจายสินค้าที่ชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่สามารถเฝ้าระวังตัวเองได้อย่างเต็มที่
สถานการณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ที่ทำให้ผู้บริโภคยังคงตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากสินค้าที่ปนเปื้อนหรือหมดอายุเหล่านั้นอาจกระจายไปถึงมือผู้บริโภคแล้ว โดยที่ไม่มีกลไกใด ๆ เข้ามาช่วยแจ้งเตือนหรือเรียกสินค้ากลับคืนอย่างเป็นระบบ
ปฏิรูป พ.ร.บ.อาหาร ทุกรัฐบาลต้องสานต่อ
การที่ผลิตภัณฑ์อันตรายและสินค้าปลอมแปลงยังคงแพร่ระบาดอย่างหนักบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายครั้งใหญ่ในการบังคับใช้กฎหมายปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ สภาผู้บริโภค จึงได้เดินหน้าเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 โดยชูเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องการฝากความหวังไว้กับทุกพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล เพื่อปฏิรูปมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารของไทยให้ทัดเทียมสากล
หัวใจสำคัญของ พ.ร.บ.อาหาร ฉบับสภาผู้บริโภค มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใน 3 มิติหลัก
- มาตรการปราบปรามและป้องปราม: เพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง โดยเฉพาะการควบคุมโฆษณาบนโลกออนไลน์ที่สร้างความเสียหายต่อสังคมเป็นวงกว้าง
- การยกระดับความรับผิดชอบของภาครัฐและเอกชน: กำหนดให้ อย. ต้องจัดทำ “แผนพัฒนาความปลอดภัยการบริโภคอาหาร” ที่ชัดเจน รวมถึงระบบเตือนภัยและการนำอาหารไม่ปลอดภัยออกจากตลาดอย่างเป็นระบบ (Food Recall System) ขณะที่ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าจริง สินค้าปลอม หรือสินค้าเลียนแบบ
- สิทธิของผู้บริโภคในการเรียกคืน: หากตรวจพบว่าอาหารไม่ปลอดภัย ผู้ประกอบการต้องมีหน้าที่เรียกคืนสินค้าออกจากตลาดทันทีและแจ้งเตือนให้ผู้บริโภคทราบในวงกว้าง โดยที่ผู้บริโภคที่ส่งคืนสินค้าต้องได้รับทั้งค่าสินค้าคืนและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งคืนทั้งหมด เพื่อไม่ให้ภาระความผิดพลาดของผู้ผลิตตกมาเป็นต้นทุนของผู้บริโภค
การขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มโทษ แต่คือการสร้างระบบนิเวศความปลอดภัยที่ทุกคนต้องรับผิดชอบ เพื่อปิดช่องว่างไม่ให้คนไทยต้องเสี่ยงชีวิตกับอาหารไม่ปลอดภัยโดยไม่รู้ตัวอีกต่อไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



