
แม้รัฐประกาศนโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี” แต่ในความเป็นจริง เด็กไทยจำนวนไม่น้อยกลับถูกกีดกันจากใบจบการศึกษา เพียงเพราะครอบครัวไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงาน ชี้ตรงกันว่า การกักใบจบการศึกษา ไม่เพียงผิดกฎหมาย แต่กำลังกลายเป็นกำแพงเงียบที่ปิดโอกาสชีวิตของเด็ก
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 69 สภาผู้บริโภคจัดเวทีสาธารณะ “ปีการศึกษานี้ ต้องไม่มีเด็กคนไหนไม่จบ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” สะท้อนปัญหาการไม่ได้รับใบจบการศึกษา ที่นำไปใช้เป็นหลักฐานเพื่อการศึกษาต่อ หรือทำงาน จากการค้างชำระค่าเทอม ที่กลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่ปิดกั้นโอกาสและอนาคตของเด็กไทยจำนวนไม่น้อย ชี้การกักใบจบการศึกษาผิดกฎหมาย เดินหน้าฟ้องคดีช่วยผู้บริโภค ย้ำนโยบายเรียนฟรีต้องฟรีจริง
มีนา ดวงราศี หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ที่ผ่านมา ผู้ปกครองและเด็กต่างเข้าใจตรงกันว่า ค่าใช้จ่ายในการศึกษาทั้งค่าเทอม และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ คือเงื่อนไขที่ “จำเป็นต้องจ่าย” ตามที่โรงเรียนแจ้ง หากต้องการใบจบการศึกษา ทำให้หลายครอบครัวต้องดิ้นรนกู้หนี้ยืมสิน บางรายถึงขั้นพึ่งเงินกู้นอกระบบ เพียงเพื่อแลกกับกระดาษใบหนึ่งที่เป็นกุญแจสู่อนาคตของลูกหลาน
“การไม่ได้รับใบจบส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตเด็ก ไม่เพียงทำให้ไม่สามารถสมัครงานหรือศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ แม้บางรายสอบติดมหาวิทยาลัยแล้วก็ไม่สามารถเข้าเรียนต่อได้เพราะไม่มีเอกสารยืนยัน ส่งผลให้หลายคนต้องเปลี่ยนเส้นทางชีวิตไปทำงานรับจ้างหรือช่วยค้าขายกับครอบครัวแทน” มีนากล่าว
นอกจากนี้ กระบวนการขอรับใบจบสำหรับผู้ที่ค้างชำระค่าเทอม กลับทิ้งบาดแผลทางใจให้เด็กจำนวนไม่น้อย บางคนเกิดความรู้สึกอับอาย สูญเสียศักดิ์ศรี และมองว่าตนเองเป็นปัญหา อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการร้องเรียนไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา โรงเรียนส่วนใหญ่มักยอมมอบใบจบให้ในที่สุด แต่ยังคงกังวลว่าการมอบใบจบให้ผู้ที่ค้างชำระอาจถูกมองเป็นแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมต่อรุ่นน้องในอนาคต
ทวงค่าเทอมกลางห้องเรียน ลดศักดิ์ศรีเด็ก
ปริชาต ชัยวงศ์ อนุกรรมการด้านการศึกษา กล่าวว่า ผลกระทบจากการค้างชำระค่าเทอมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงจบการศึกษาเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่ระหว่างภาคเรียน ผ่านกระบวนการติดตามทวงถามที่บั่นทอนศักดิ์ศรีของเด็ก เช่น การแจกจดหมายทวงหนี้ต่อหน้าเพื่อน หรือการให้เด็กแสดงตัวในห้องเรียนว่าใครยังไม่ได้ชำระเงิน ซึ่งทำให้เด็กจำนวนมากรู้สึกด้อยค่าและถูกตีตรา ทั้งที่การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พวกเขาควรได้รับตั้งแต่ต้น
“เมื่อเด็กถูกทำให้รู้สึกว่าค้างชำระ พวกเขามักมองว่าตนเองไม่มีสิทธิมีเสียง และไม่สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน โรงเรียนจำนวนไม่น้อยกลับมองเด็กที่ค้างค่าเทอมหรือออกมาเรียกร้องสิทธิว่าเป็นตัวปัญหา มากกว่าจะเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลสะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ยังไม่สามารถรองรับปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ปริชาตระบุ
ทั้งนี้ อนุกรรมการด้านการศึกษาได้เสนอแนวทางแก้ไขเชิงรุก โดยเห็นว่าโรงเรียนควรใช้การเยี่ยมบ้านและการคัดกรอง เพื่อจำแนกเด็กที่เผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้า เช่น ผู้ปกครองตกงานกะทันหัน พร้อมจัดมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม อย่างการจัดคูปองอาหารกลางวันฟรี การลดหรือผ่อนผันค่าธรรมเนียมที่โรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้ รวมถึงการจัดระบบผ่อนชำระค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้ภาระทางการเงินกลายเป็นเหตุให้เด็กถูกกีดกันจากการจบการศึกษา
“หากเด็กเรียนครบหน่วยกิตและผ่านเกณฑ์ตามหลักสูตร โรงเรียนไม่ควรกักใบจบการศึกษาไว้เพียงเพราะเรื่องเงิน โรงเรียนควรเปลี่ยนบทบาทจากเจ้าหนี้ มาเป็นผู้อุปถัมภ์ที่เดินไปข้างหน้าพร้อมกับเด็ก เพื่อไม่ให้กำแพงเรื่องค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าจะขวางอนาคตของพวกเขา” ปริชาตย้ำ
ด้านศุภโชค ปิยสันต์ อนุกรรมการด้านการศึกษา ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี กล่าวว่า ปัญหาการเรียกเก็บค่าเทอมสะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างระหว่างโรงเรียนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างโรงเรียนในเมืองใหญ่ที่สามารถระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองได้จำนวนมาก กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลซึ่งผู้ปกครองมีฐานะยากจนทั้งระบบจนแทบไม่สามารถเรียกเก็บเงินใด ๆ ได้
“มายาคติเรื่องการศึกษาฟรี ที่ฝังรากในสังคม โดยผู้ปกครองบางส่วนเชื่อว่าโรงเรียนที่ไม่เรียกเก็บเงินคือโรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้ยอมแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงเกินกำลัง ทั้งที่ขาดข้อมูลในการเปรียบเทียบทางเลือก เขาจึงเสนอให้มีการจัดทำข้อมูลหรือแผนที่โรงเรียนที่ระบุอัตราค่าธรรมเนียมอย่างโปร่งใส เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถตัดสินใจเลือกสถานศึกษาที่เหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวได้อย่างรอบด้าน” ศุภโชคกล่าว
ทั้งนี้ ขอเสนอให้ใช้มาตรการเชิงรุก ทั้งการระดมบทบาทสมาคมผู้ปกครองและมูลนิธิให้เข้ามาสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เด็กที่ประสบวิกฤตชีวิตเฉพาะหน้า การใช้ทุนทางสังคมจากภาคเอกชนหรือเครือข่ายศิษย์เก่าในกรณีที่โรงเรียนขาดงบประมาณ รวมถึงการปรับนโยบายรัฐเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน หัวใจสำคัญของความเป็นครูและผู้บริหาร คือการไม่ปล่อยให้เรื่องเงินกลายเป็นอุปสรรคต่อการออกใบจบการศึกษา
“ระบบการศึกษาไม่ควรมุ่งลงทุนกับความหรูหรา เสมือนการเลือกซื้อรองเท้าราคาแพง แต่ขณะที่เด็กบางคนยังไม่มีแม้แต่รองเท้าแตะจะใส่เดินไปโรงเรียน การช่วยให้เด็กทุกคนมีรองเท้าแตะใส่เพื่อเดินต่อไปในเส้นทางการศึกษาจึงควรเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด” ศุภโชคกล่าว
เด็กยากจน 3 ล้านคน กับระบบการศึกษาที่ไม่ยืดหยุ่นพอ
พัฒนพงษ์ สุขมดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสส.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กในระบบการศึกษาราว 8 ล้านคน โดยกว่า 3 ล้านคนอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้มีเพียงประมาณ 1.9 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับเงินอุดหนุน ส่งผลให้ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบ หากต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงเด็กที่เรียนไม่จบหรือไม่ได้วุฒิการศึกษาตามเกณฑ์ จะต้องเผชิญกับโอกาสทางรายได้และค่าแรงที่ต่ำลงตลอดช่วงชีวิต
นอกจากนี้ อุปสรรคของเด็กกลุ่มเปราะบางไม่ได้มีเพียงเรื่องเงิน แต่ยังรวมถึงความพร้อมของครอบครัวและรูปแบบการศึกษาที่แข็งตัวเกินไป ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิตจริง โดยระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเปรียบเสมือนเครื่องวัดอุณหภูมิ ที่ช่วยให้ครูมองเห็นเด็กกลุ่มเสี่ยงในระดับต่าง ๆ หากระบบนี้เข้มแข็งและไม่อ่อนแอ จะสามารถป้องกันเด็กไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษาได้ พร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาของการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ทั้งกรณีเด็กที่ต้องดูแลคนในครอบครัวหรือเด็กที่ขาดแรงจูงใจในการเรียน แต่สามารถกลับเข้าสู่ระบบได้ผ่านรูปแบบการเรียนเฉพาะบุคคลและการสนับสนุนจากเครือข่ายในพื้นที่
พัฒนพงษ์ ได้เสนอให้โรงเรียนไม่ต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง แต่ควรเชื่อมประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เพื่อออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน พร้อมย้ำว่าการศึกษาภาคบังคับ โดยเฉพาะระดับมัธยมต้น ไม่ควรถูกผลักให้เป็นภาระการกู้ยืม เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องทำให้การเรียนฟรีเกิดขึ้นจริง
“ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการใช้รูปแบบเดียวกับเด็กทุกคน ไปสู่การออกแบบการศึกษาแบบเฉพาะบุคคล เพื่อไม่ให้เด็กคนใดต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่าง”
กักใบจบผิดกฎหมาย แต่ยังเกิดจริง
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา ระบุชัดเจนว่า การกักใบจบการศึกษา จากกรณีผู้ปกครองค้างชำระค่าบำรุงการศึกษา เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อนโยบายของรัฐ สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่รัฐประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี และจัดสรรงบอุดหนุนรายหัวครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานแล้ว การเรียกเก็บเงินซ้ำซ้อนและนำมาเป็นเงื่อนไขกักใบจบ จึงสะท้อนความย้อนแย้งของนโยบายที่ผลักภาระกลับไปยังผู้ปกครอง
“การกักใบจบ ไม่ใช่เพียงปัญหาการบริหารภายในโรงเรียน แต่เป็นการตัดสิทธิขั้นพื้นฐานและสร้างกำแพงที่มองไม่เห็น ขวางโอกาสชีวิตของเด็กอย่างเป็นรูปธรรม เด็กที่เรียนครบตามหลักสูตรแต่ไม่ได้รับเอกสารรับรอง ไม่สามารถสมัครเรียนต่อหรือสมัครงานได้ ต้องใช้วุฒิที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ส่งผลต่อรายได้และโอกาสทางอาชีพในระยะยาว โรงเรียนต้องไม่ทำหน้าที่เป็นด่านปิดกั้นอนาคตของเด็กเพียงเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัว” ผศ.อรรถพลย้ำ
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย รวมถึงการต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อยกเลิกประกาศที่เปิดช่องให้มีการเรียกเก็บเงิน เพื่อทำให้การเรียนฟรีเกิดขึ้นจริง และเนื่องในโอกาสวันเด็กปีนี้ ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันดูแลไม่ให้เด็กคนใดต้องหลุดจากระบบการศึกษาเพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม การศึกษาคือสิทธิพื้นฐานที่ควรเปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสมอภาค ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกตั้งด่านเก็บเงินเมื่อเดินมาถึงปลายทางแล้ว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



