| Getting your Trinity Audio player ready... |

เพื่อไทย – ประชาชน – ประชาธิปปัตย์ เห็นพ้อง ฟื้น ระบบขนส่งสุรินทร์ เร่งปฏิรูปโครงสร้างเมือง หนุนตั้งกองทุนสนับสนุน กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพ
หน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค จัดเวทีเวทีรับฟังนโยบายขนส่งสาธารณะจังหวัดสุรินทร์ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเมือง ทั้งความแออัด การพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ภาระค่าเดินทางของครัวเรือน และปัญหามลพิษ PM2.5ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จาก 3 พรรคการเมืองเห็นพ้องว่า การแก้ปัญหาจำเป็นต้องเดินควบคู่ทั้งการปรับโครงสร้างเมือง ผลักดันนโยบายขนส่งสาธารณะ และการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทอย่างแท้จริง
เสนอขยายเมือง – ฟื้น ระบบขนส่งสุรินทร์
เกษมสันต์ จุไรวรรณสุทธิ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ระบุว่า เมืองสุรินทร์กำลังเผชิญความแออัดสูง โดยเฉพาะพื้นที่ศูนย์กลางเมือง เช่น โรงพยาบาลสุรินทร์ เสนอแนวคิดขยายเมืองออกนอกศูนย์กลาง ควบคู่กับการปรับผังเมืองให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ ยกตัวอย่างแนวคิดการย้ายวิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ออกนอกเมือง และนำพื้นที่เดิมมาขยายโรงพยาบาล มองว่าใช้งบประมาณไม่สูง กระทบประชาชนน้อย และสามารถดำเนินการได้ภายใต้ศักยภาพของ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุรินทร์
“ระบบขนส่งสาธารณะในจังหวัดสุรินทร์กำลังถดถอย รถเมล์และรถสองแถวหายไปจากระบบ ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น ส่งผลต่อปัญหาการจราจร ความปลอดภัย และมลพิษ” เกษมสันต์ กล่าว
ดังนั้น การแก้ปัญหารถติดและความปลอดภัย ต้องทำพร้อมกันทั้งโครงสร้างเมือง นโยบายขนส่งสาธารณะ และวินัยการใช้ถนน ซึ่งหัวใจสำคัญคือการมีระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ โดย อบจ.สุรินทร์ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับระบบขนส่งสาธารณะของจังหวัด
‘เพื่อไทย’ เสนอรัฐเป็นเจ้าภาพ ทดลองเส้นทางนำร่องในพื้นที่
อนันต์ ปาลีคุปต์ ผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวทางพัฒนาขนส่งสาธารณะว่า ในระดับประเทศ พรรคเพื่อไทยผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และรถเมล์ 10 บาทตลอดสายในเมืองใหญ่ ขณะที่ในระดับจังหวัด จำเป็นต้องเริ่มจากการลงมือทำจริงผ่านโครงการนำร่อง
สำหรับปัญหาสำคัญคือกฎหมายและระเบียบด้านขนส่งสาธารณะที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องหลายกระทรวง ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแม้มีงบประมาณ แต่ไม่ต้องการรับภาระขนส่งสาธารณะเพียงลำพัง เนื่องจากมีความเสี่ยงขาดทุน จึงเสนอให้รัฐเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลัก สนับสนุนภาคเอกชน และเพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชน
อนันต์ เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานขับเคลื่อน ร่วมกับ อบจ. และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทุกแห่งในจังหวัด โดยเริ่มจากเส้นทางนำร่องระยะสั้น เช่น จากศาลากลางจังหวัดไปแยกดงงู หรือแยกคอโค ผ่านพื้นที่ 3 – 4 อบต. เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมก่อน“การลงทุนขนส่งสาธารณะเป็นงบผูกพันรายปี แม้ไม่สร้างกำไรเชิงเศรษฐกิจโดยตรง แต่ให้ประโยชน์กับนักเรียน ผู้สูงอายุ และประชาชนในระยะยาว ส่วนภาคประชาชนต้องติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันหน่วยงานให้เดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่อง” ผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย กล่าว
‘ประชาชน’ ดันงบหนุน EV Bus เปลี่ยนผ่านขนส่งสาธารณะทั้งประเทศ
ด้าน เบญจมินทร์ ปันสน ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ระบุว่า ปัญหาขนส่งสาธารณะเป็นต้นตอสำคัญของหนี้ครัวเรือน ฝุ่น PM2.5 และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยจากการลงพื้นที่พบว่าครัวเรือนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางสูงถึง 20% ของรายได้ ขณะที่ภาคขนส่งปล่อยมลพิษถึง29% ของทั้งประเทศ
นอกจากนี้ รถโดยสารสาธารณะจำนวนมากยังมีสภาพเก่า และปัญหาการจราจรสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่ประชาชนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะอย่างทั่วถึง
พรรคประชาชนเสนอให้กระจายอำนาจการจัดการขนส่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ เทศบาลดูแลการเดินทางภายในพื้นที่ อบจ.ดูแลการเดินทางระหว่างอำเภอ และรัฐบาลกลางดูแลการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค พร้อมเปิดทางให้ท้องถิ่นเลือกรูปแบบบริการและร่วมมือกับภาคเอกชนตามบริบทพื้นที่
เบญจมินทร์ ยังประกาศผลักดัน 3 มาตรการหลัก คือ 1) จัดสรรงบอุดหนุนพัฒนาขนส่งสาธารณะปีละ 1 หมื่นล้านบาท ต่อเนื่อง 8 ปี 2) ถ่ายโอนบุคลากรและพัฒนาฐานข้อมูลการเดินทาง และ 3) ส่งเสริมนวัตกรรมรถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) และนาโนบัส ตั้งเป้าสนับสนุนรถ EV Bus อย่างน้อย 3,000 คันทั่วประเทศภายใน 10 ปี ควบคู่การยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ เพื่อสร้างงานและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค
‘ประชาธิปัตย์’ ชงกองทุนขนส่งจังหวัด
ขณะที่ ดร.ดำเกิง โถทอง ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ปัญหาหลักของสุรินทร์มี 3 เรื่อง คือ รถติดช่วงเช้า – เย็นจากการเดินทางของนักเรียนและผู้ปกครอง ปัญหาฝุ่น PM2.5 จากคมนาคมและการเผาในภาคเกษตร และนโยบาย “สุรินทร์เมืองน่าอยู่” ที่ยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม
ดร.ดำเกิง เสนอให้จัดตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะระดับจังหวัด โดยดึงงบจากกองทุนของรัฐ และแหล่งทุนด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนระบบขนส่งในพื้นที่ พร้อมกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นตัดสินใจ และเริ่มนำร่องในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ เชื่อมต่อ 2 – 3 อบต. รอบเมือง แก้ปัญหาการเดินทางของนักเรียนเป็นลำดับแรก
“หากผลักดันการใช้รถไฟฟ้า โดยให้วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์และ มทร.อีสาน เข้ามาร่วมพัฒนาเทคโนโลยี จะทำให้ขนส่งสาธารณะไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในพื้นที่” ดร.ดำเกิง กล่าว
ทั้งนี้ ภาพรวมของเทวีทุกฝ่ายสะท้อนตรงกันว่า หากยังไม่มีการตัดสินใจเชิงนโยบายและการลงมือทำอย่างจริงจัง ระบบขนส่งสาธารณะสุรินทร์จะยังคงล้าหลัง และไม่สามารถตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของประชาชนได้ในระยะยาว

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



