| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภคและเครือข่าย 367 องค์กรทั่วประเทศ คัดค้านนโยบายขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ชี้กระทบค่าครองชีพเป็นลูกโซ่ พร้อมเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วน แก้โครงสร้างพลังงาน-คุมราคาน้ำมันให้เป็นธรรมกับประชาชน
สภาผู้บริโภค ขอคัดค้านต่อมาตรการการปรับราคาน้ำมันของรัฐบาลที่กำหนดให้เพิ่มราคาค่าน้ำมันสูงขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรสำหรับน้ำมันทุกประเภทที่มีผลวันนี้ (26 มีนาคม 2569) การปรับราคาน้ำมันในอัตราสูงโดยทันทีทันใด จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงราคาสินค้า เครื่องอุปโภคบริโภคที่มีผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนที่อาจนำไปสู่วิกฤติทางสังคมที่รุนแรงและต่อเนื่อง
สภาผู้บริโภคและองค์กรสมาชิกจำนวน 367 องค์กร จาก 62 จังหวัดทั่วประเทศ ขอแสดงจุดยืนการคัดค้า และขอเสนอข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้
1. ยกเลิกการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร
การปรับขึ้นราคาน้ำมันในอัตราสูงและรวดเร็วในคราวเดียว จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งค่าโดยสาร ค่าขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ “วิกฤตน้ำมัน กลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพประชาชน สภาผู้บริโภคจึงขอให้รัฐบาลยกเลิกการปรับขึ้นราคาดังกล่าวโดยทันที และใช้มาตรการด้านอื่น ๆ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
2. ราคาน้ำมัน “6 บาทลดได้” หากจัดการโครงสร้างน้ำมันอย่างเป็นธรรม
สภาผู้บริโภคเห็นว่า ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นในปัจจุบัน ไม่ได้สะท้อนต้นทุนและโครงสร้างที่แท้จริงทั้งหมด โดยเฉพาะค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูงผิดปกติ ค่าการตลาด กำไรของโรงกลั่น คลังน้ำมัน พ่อค้าคนกลาง ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ ทำให้ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการขึ้นราคาครั้งนี้ คือผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มพลังงาน แต่ภาระหนักกลับตกไปอยู่กับผู้บริโภค เนื่องจากน้ำมันที่ขึ้นราคาเป็นน้ำมันสำรองในประเทศที่รัฐบาลยืนยันว่า มีน้ำมันสำรอง 90 วัน แต่ขณะนี้นับจากรัฐบาลแจ้งต่อสาธารณะ ยังไม่ถึงเวลา 30 วัน
3. เร่งตรวจสอบและจัดการการกักตุน (“จับไอ้โม่ง”)
สภาผู้บริโภคขอเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกักตุนหรือการบริหารจัดการน้ำมันที่อาจเอื้อให้เกิดการเก็งกำไรในช่วงวิกฤต หากพบการกระทำผิดต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสร้างภาวะขาดแคลนเทียมและคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรม
4. ใช้อำนาจตามกฎหมายกำหนดเพดานค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับเป็นธรรมทันที
สภาผู้บริโภคขอให้รัฐบาลใช้ต้นทุนจากน้ำมันสำรองที่มีอยู่ เพื่อปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลงทันที พร้อมทั้งดำเนินมาตรการเสริม เช่น จัดเก็บรายได้จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของรายได้ลาภลอย การลดภาษีสรรพสามิตชั่วคราว และการควบคุมค่าการตลาด เพื่อให้ราคาน้ำมันเป็นธรรมต่อผู้บริโภค
5. ตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน และการใช้ข้อมูลภายในกำหนดนโยบายพลังงาน
สภาผู้บริโภคขอให้มีการตรวจสอบบทบาทของผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายพลังงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest: COI) และการใช้ข้อมูลภายในที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะ “กลุ่มทุนด้านพลังงาน” โดยต้องยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้
สภาผู้บริโภคขอย้ำว่า วิกฤตราคาพลังงานในครั้งนี้ ไม่ควรถูกปล่อยให้กลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วน ทั้งการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น และการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานในระยะยาว การเร่งมือดำเนินการส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งระบบ เพื่อสร้างระบบพลังงานที่เป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืนสำหรับประชาชนทุกคน



