| Getting your Trinity Audio player ready... |

เผยผลการศึกษาการฟอกเขียวของรัฐวิสาหกิจและบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ 10 แห่ง” เปิด 6 พฤติกรรม “ฟอกเขียว” เสนอคุมข้อมูล – โฆษณา ยกระดับกฎหมาย คุ้มครองผู้บริโภค
วันที่ 30 มีนาคม 2569 สภาผู้บริโภคร่วมกับบริษัท ป่าสาละ จำกัด นำเสนอ “ผลการศึกษาการฟอกเขียวของรัฐวิสาหกิจและบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ 10 แห่ง” พบ 6 พฤติกรรม “ฟอกเขียว” ตั้งเป้าหมายลดคาร์บอนเป็นศูนย์ แต่ขาดแผนดำเนินงานที่ชัดเจน บางบริษัทยังใช้พลังงานฟอสซิล ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนและปรับปรุงแนวปฏิบัติในการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ คุมโฆษณาและการสื่อสารการตลาด รวมไปถึงการเสริมบทบาทของสภาผู้บริโภคในการเฝ้าระวังและส่งเสริมความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อมของภาคพลังงาน
เปิด 8 รูปแบบ “ฟอกเขียว” พลังงานไทย

เสฏฐนันท์ คันศร จากบริษัท ป่าสาละ จำกัด ในฐานะผู้จัดทำงานวิจัย กล่าวถึงคำนิยามของ “การฟอกเขียว” ว่าหมายถึง “กลยุทธ์เชิงภาพลักษณ์ที่ทำให้องค์กรดูยั่งยืนกว่าความเป็นจริง” ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในภาคพลังงาน ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศ และถูกคาดหวังให้มีบทบาทในการลดการปล่อยและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงเข้าข่ายการฟอกเขียวมี 6 รูปแบบ โดย 3 อันดับแรกที่พบมากที่สุด ได้แก่ การเลือกเปิดเผยข้อมูลบางแง่มุม มักเน้นเฉพาะด้านที่ดูดี เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียน แต่หลีกเลี่ยงการพูดถึงกิจกรรมหลักที่ยังปล่อยคาร์บอนสูง การใช้ภาษาทางเทคนิคหรือภาพชี้นำ เช่น ใช้คำซับซ้อนอย่าง “ถ่านหินสะอาด” โดยไม่อธิบาย หรือใช้ภาพธรรมชาติเพื่อสร้างความเข้าใจว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ การกล่าวอ้างคลุมเครือ เช่น การตั้งเป้า Net Zero โดยไม่มีแผนที่ชัดเจน หรือไม่เปิดเผยแนวทางดำเนินงานที่ตรวจสอบได้จริง

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมอื่น ๆ ที่เข้าข่ายพฤติกรรมฟอกเขียว เช่น การอ้างความเขียวในเรื่องที่กฎหมายบังคับอยู่แล้ว การอ้างการใช้การชดเชยคาร์บอน โดยไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจน หรือไม่ได้กล่าวถึงการลดคาร์บอนจากกิจกรรมหลักขององค์กร เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดสะท้อนช่องว่างด้านความโปร่งใสที่เอื้อให้เกิดการสื่อสารที่ทำให้เข้าใจผิดได้
สำหรับแนวทางในต่างประเทศ มีการกำหนดกฎหมายควบคุมการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมให้ต้องเป็นความจริง มีหลักฐานรองรับ และไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด โดยบางประเทศกำหนดให้ต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะด้านการฟอกเขียว มีเพียงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและการโฆษณาอย่างเป็นธรรม จึงเป็นช่องว่างสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความโปร่งใสในตลาด
เปิดข้อมูล – ยกระดับกลไก สกัดฟอกเขียว

ทางด้าน ศิวัช อ่วมประดิษฐ์ จากบริษัท ป่าสาละ จำกัด กล่าวถึงข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดปัญหา “การฟอกเขียว” โดยเน้นว่าช่องว่างสำคัญอยู่ที่ความไม่ชัดเจนของการเปิดเผยข้อมูล และการกำกับดูแลที่ยังไม่ครอบคลุม ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจจะสื่อสารเกินจริงเมื่อเทียบกับการดำเนินงานจริง จึงจำเป็นต้องยกระดับทั้งมาตรฐานข้อมูลและกลไกตรวจสอบควบคู่กัน
ข้อเสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)
เป็นเรื่องการทบทวนและปรับปรุงแนวปฏิบัติในการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ 3 ส่วน ดังนี้
1) สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero
– ขอให้เปิดเผยแผนการเปลี่ยนผ่าน และแนวปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในกรอบระยะเวลา
– เสนอให้กำหนดเป้าหมายระยะสั้น กลาง และยาว
– ขอให้เปิดเผยค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX) ในอนาคตที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero
2) การกล่าวอ้างการชดเชยคาร์บอนในแผนการลดคาร์บอนควรเปิดเผยประเภท ปริมาณ และใบรับรองการชดเชย
3) การเปิดเผยข้อมูลการลงทุนระหว่างพลังงานฟอสซิลและพลังงานหมุนเวียน เพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการฟอกเขียว
ข้อเสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
มีประเด็นการทบทวนและปรับปรุงแนวปฏิบัติในการกากับดูแลการโฆษณาและการสื่อสารการตลาด 2 ข้อ ดังนี้
1) การออกแนวปฏิบัติที่กำกับการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อม (green claims): คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อม เช่น “พลังงานสะอาด” หรือ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ต้องมีหลักฐานรองรับ
2) การกำหนดระบบตรวจสอบก่อน (pre verification): โฆษณาที่ใช้คำกล่าวอ้างเสี่ยงสูงหรือมีความไม่แน่นอนสูง เช่น “ถ่านหินสะอาด” “ไฟฟ้าสีเขียว” ต้องได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่
ข้อเสนอต่อภาคผู้บริโภค
เน้นเรื่องการเสริมบทบาทของสภาผู้บริโภคในการเฝ้าระวังและส่งเสริม ความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อมของภาคพลังงาน มี 2 ข้อดังนี้
1) การผลักดันมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสิ่งแวดล้อม โดยเสนอเพิ่มนิยามการฟอกเขียว ขอบเขตพฤติกรรมที่เข้าข่าย หลักฐานที่ต้องแสดงต่อสาธารณะ และบทลงโทษที่เหมาะสม ใน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคฯ หรือเสนอให้ สคบ. ออกแนวทางเฉพาะสำหรับคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อม
2) การส่งเสริมบทบาทของผู้บริโภคภาคประชาชนและสื่อสารสาธารณะ โดยการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น การสร้างเครือข่ายผู้บริโภคพลังงานสะอาด ประสานความร่วมมือกับภาควิชาการและสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข้อมูลและจัดทำแคมเปญรณรงค์ความรู้ในประเด็นการฟอกเขียว
จับตาฟอกเขียว กระทบตลาด – ผู้บริโภค

รศ.ดร.เริงชัย ตันสกุล อนุกรรมด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า ประเด็น “การฟอกเขียว” (Greenwashing) กำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาคธุรกิจหันมาใช้คำว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” หรือ “กรีน” เป็นจุดขายมากขึ้น แต่ในหลายกรณีกลับไม่มีข้อมูลหรือมาตรฐานรองรับอย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคอาจถูกชักจูงด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์องค์กร แต่กระทบโดยตรงต่อสิทธิผู้บริโภคและความโปร่งใสในตลาด
การหยิบยกเรื่องการฟอกเขียวขึ้นมาพูดถึงจึงมีความจำเป็น เพื่อสร้างความเข้าใจและกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน ทั้งในระดับนโยบายและการกำกับดูแล โดยเฉพาะในบริบทการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด ไม่เพียงผู้บริโภคจะเสียประโยชน์ แต่ยังอาจกระทบความน่าเชื่อถือของสินค้าและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
งานวิจัยครั้งนี้ได้ศึกษารัฐวิสาหกิจและบริษัทพลังงาน 10 แห่งในไทย โดยคัดเลือกจากหน่วยงานที่มีบทบาทสูงในระบบพลังงาน และบริษัทพลังงานจดทะเบียนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีมูลค่าตลาดสูง ได้แก่ 1) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 2) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3) บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 4) บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 5) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) 6) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 7) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 8) บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) 9) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) และ 10) บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)
สำหรับวิธีการศึกษาจะใช้ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น รายงานประจำปี รายงานความยั่งยืน เว็บไซต์ และสื่อประชาสัมพันธ์ ในช่วง 16 เดือน เพื่อตรวจสอบการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมและความสอดคล้องกับการดำเนินงานจริง



