| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภคค้านรัฐ ขึ้นค่าไฟ เสนอ “ตรึงราคา” งวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ที่ 3.88 บาท/หน่วย หรือต่ำกว่า แนะเลิกอ้างอิงราคาก๊าซซาอุฯ ปรับสูตรต้นทุนใหม่ หวังลดค่าไฟฟ้าอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
จากกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศรับฟังความคิดเห็น เรื่อง ค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ระหว่างวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2569 โดยมี 3 ทางเลือก ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับ ขึ้นค่าไฟ เป็น 4.59 บาทต่อหน่วย หรือ 4.08 บาทต่อหน่วย หรือ คงที่เท่ากับ 3.95 บาทต่อหน่วย ตามลำดับ สภาผู้บริโภคเสนอตรึงค่าไฟฟ้าเท่ากับ 3.88 บาทต่อหน่วยเท่ากับงวดเดือน มกราคม – เมษายน 2569 หรือต่ำกว่านั้น และปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ กลับไปเป็นระบบ “ถัวเฉลี่ยราคา” หรือพูลก๊าซ (Pool gas) ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในระยะยาว

รสนา โตสิตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่าสภาผู้บริโภคได้ส่งหนังสือถึง กกพ. เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับทั้งสามทางเลือก โดยเสนอให้คงราคาค่า Ft สำหรับงวดเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม ที่ 9.72 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเท่ากับ 3.88 บาทต่อหน่วยหรือต่ำกว่า ควบคู่ไปกับการปรับสูตรคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติโดยกำหนดให้ทุกกลุ่มใช้ราคาถัวเฉลี่ย หรือแบบซิงเกิลพูลก๊าซ (Single Pool Gas) เพื่อให้ผู้ใช้ทุกภาคส่วนร่วมรับภาระต้นทุนอย่างเท่าเทียม ช่วยให้ราคาก๊าซธรรมชาติถูกลง สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นการลดภาระของกองทุนน้ำมันในอีกทางหนึ่งด้วย
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคย้ำข้อเสนอ 4 ต่อลดค่าไฟฟ้า เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน ได้แก่
1) รัฐบาลควรเร่งพัฒนาและส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีต้นทุนสูงและต้องนำเข้าจากต่างประเทศบางส่วน
โดยเสนอให้กำหนดโควตารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือนในสัดส่วนเท่ากันกับการรับซื้อไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนจากภาคเอกชน พร้อมปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าเป็นระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า หรือเน็ตมิเตอริง (Net Metering) และระบบหักลบราคา (Net Billing) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถผลิต ใช้ และบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเสนอให้มีมาตรการสนับสนุนทางการเงิน เช่น การผ่อนชำระค่าติดตั้งผ่านบิลค่าไฟ และการใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงานช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างเท่าเทียม
2) เสนอให้รัฐลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานและพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในอนาคต โดยเน้นการลดความผันผวนของระบบไฟฟ้า เพิ่มเสถียรภาพ และลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมวางเป้าหมายเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนเต็มรูปแบบภายในปี 2593
3) เสนอให้มีการปฏิรูปการบริหารจัดการให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ทุกกลุ่ม โดยให้เปลี่ยนการจัดสรรจากแบบเดิมที่ให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ก๊าซในราคาก๊าซจากอ่าวไทยก่อน เป็น การจัดสรร LPG ในราคาอ่าวไทยให้กับภาคครัวเรือนใช้ก่อน ส่วนที่เหลือให้นำไปคำนวณตามสูตรราคาแบบถัวเฉลี่ย (Single Pool Gas) รวมกับก๊าซส่วนที่ได้จากโรงกลั่น และก๊าซจากการนำเข้า สำหรับภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคปิโตรเคมี
พร้อมเสนอทบทวนนโยบายสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เช่น การยกเลิกค่ากินเปล่าหรือค่าแอดเดอร์ (Adder) ที่ยังต่ออายุสัญญาอัตโนมัติทุก 5 ปี การปรับสูตร FiT ให้สะท้อนต้นทุนจริง รวมถึงการปรับลดค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าความสามารถในการผลิต (CP) จากโรงไฟฟ้าเอกชน เพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชน
นอกจากนี้ ให้ปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกำหนดสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้สูงถึง 70% ภายในปี 2578 (ค.ศ. 2035) รวมถึงชะลอการลงทุนโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่ จนกว่ากำลังการผลิตสำรองจะอยู่ในระดับเหมาะสม พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลา (Time of Use: TOU) ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน และส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ปรับเปลี่ยนการใช้ไฟไปยังช่วงเวลาที่มีต้นทุนต่ำลงในระยะยาว
4) ขอให้ปฏิรูปตลาดไฟฟ้าให้มีการแข่งขันมากขึ้น ผ่านการเปิดให้มีบริการสมดุลระบบไฟฟ้า (Balancing Service) ในรูปแบบการแข่งขัน และการเปิดให้บุคคลที่สามสามารถเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access: TPA) เพื่อสนับสนุนการเกิด “ชุมชนพลังงานหมุนเวียน” และเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชน
ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้งหมดดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มผันผวนในอนาคต
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ค้านมติ กพช. ผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟ จี้ อนุทิน สั่งยกเลิก ก่อนมีผล 1 ม.ค.
รื้อ ‘โครงสร้างพลังงาน’ ทางรอดไทย ในวิกฤตสงคราม
ถอดบทเรียนปากีสถาน ยากจนแต่พึ่งตัวเองได้ ด้วย โซลาร์ภาคประชาชน



