Ribbon

ทำดีได้โทษ? ราคาที่ “คนทำงานเพื่อผู้บริโภค” ต้องจ่าย

ตลอดสองปีที่ผ่านมา สังคมไทยกำลังเผชิญความย้อนแย้งที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง คนทำงานจำนวนหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะในฐานะผู้เปิดโปงข้อมูล ผู้กำกับดูแล หรือผู้เตือนภัยสาธารณะ กลับต้องเผชิญแรงกดดันจากระบบ ผ่านการสอบสวน การดำเนินคดี และการฟ้องร้อง ทั้งที่การกระทำเหล่านั้นมีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะและคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค

ตั้งแต่กรณีของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากชมรมแพทย์ชนบท ผู้ตัดสินใจจัดหาชุดตรวจคัดกรองโควิด หรือ เอทีเค (ATK) ในราคาถูกกว่าหน่วยงานรัฐ แต่ถูกตั้งกรรมการสอบวินัย รศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสื่อตามกฎหมาย แต่กลับถูกฟ้องคดีอาญา จนถึง วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ นักเคลื่อนไหวด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เปิดโปงปัญหาปลาหมอคางดำเพื่อปกป้องแหล่งอาหาร แต่ต้องเผชิญการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อสร้างแรงกดดัน ซึ่งทั้งสามกรณีสะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจนว่าระบบอาจกำลังผลักความเสี่ยงกลับไปยังผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งยืนข้างประชาชน และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ จนถึงวันนี้ยังไม่มีกลไกใดที่ลุกขึ้นมาปกป้องคนทำงานเหล่านี้อย่างจริงจัง

ตัดสินใจในภาวะวิกฤต กลายเป็นความผิดทางวินัย

ย้อนกลับไปในปี 2564 ช่วงที่ระบบสาธารณสุขในกรุงเทพมหานครกำลังรับมือกับการระบาดของโควิด-19 อย่างยากลำบาก ประชาชนในชุมชนแออัดจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองได้ทันเวลา นพ.สุภัทรและทีมแพทย์จึงตัดสินใจลงพื้นที่ตรวจคัดกรองเชิงรุก ผ่านโครงการแพทย์ชนบทบุกกรุง และได้จัดหาชุดตรวจคัดกรองโควิด หรือ เอทีเค (ATK) เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเป็นธรรม

หากไม่มีการตัดสินใจเช่นนั้น ความสูญเสียย่อมเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังอาจต้องแบกรับภาระค่าชุดตรวจ ATK ที่ในขณะนั้นมีราคาสูงถึงชุดละ 300 – 400 กว่าบาท การจัดหาชุดตรวจได้ราคาต่ำกว่าของภาครัฐและสามารถกระจายได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งด้านราคาและการเข้าถึงบริการที่จำเป็นต่อชีวิต

อย่างไรก็ตาม การทำงานเชิงรุกดังกล่าวกลับถูกตอบแทนด้วยการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ในข้อหาแบ่งซื้อแบ่งจ้างชุดตรวจ ATK จำนวน 5 ครั้ง ที่ขณะนั้นได้ตรวจคัดกรองผู้ป่วยรวม 192,905 คน แต่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง นพ.สุภัทร ระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ปฏิบัติราชการที่ถูกตีความว่าเอื้อประโยชน์แก่เอกชน ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง ทั้งที่ในบริบทของวิกฤต ไม่มีใครสามารถประเมินได้ล่วงหน้าว่าจะต้องใช้ทรัพยากรมากเพียงใด การยึดติดระเบียบพัสดุที่ใช้เวลานานจึงเท่ากับการปล่อยให้ผู้บริโภคเผชิญความเสี่ยงตามลำพัง

กรณีการลงโทษผู้ปฏิบัติงานพยายามทลายข้อจำกัดในภาวะวิกฤตเพื่อช่วยชีวิตประชาชน ส่งสัญญาณอันตรายว่าการยึดระเบียบตามเอกสารโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบอาจมีน้ำหนักมากกว่าชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้บริโภค และกำลังสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบราชการ เมื่อการตัดสินใจอย่างยืดหยุ่นถูกตีความเป็นความผิด วัฒนธรรมการทำงานแบบ “เกียร์ว่าง” ย่อมก่อตัวขึ้น และราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายคือบริการที่ล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ และไม่ทันต่อวิกฤต

กำกับสื่อเพื่อผู้บริโภค แต่ผู้กำกับกลับต้องเสี่ยงคดีอาญา

ในยุคที่การเสพสื่อเคลื่อนจากหน้าจอทีวีไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ บทบาทของกรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ มีความสำคัญต่อการคุ้มครองผู้บริโภคยิ่งกว่าที่เคย จุดเริ่มต้นของกรณี รศ.ดร.พิรงรอง มาจากเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคที่ถูกยัดเยียดโฆษณาแทรกในระหว่างการรับชมรายการผ่านแอปพลิเคชันทรูไอดี ซึ่งอาจเข้าข่ายการดัดแปลงเนื้อหาและเอาเปรียบผู้รับชมเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

แม้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่ให้บริการสื่อผ่านอินเทอร์เน็ตโดยตรง เช่น ยูทูป เน็ตฟลิกซ์ หรือที่เรียกว่าโอทีที (OTT: Over-The-Top) แต่การใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค กลับนำไปสู่ความขัดแย้งกับภาคธุรกิจรายใหญ่ และลงเอยด้วยการถูกฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 157 ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์

ปรากฏการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายต่อระบบการกำกับดูแล เมื่อการลุกขึ้นปกป้องผู้บริโภคต้องแบกรับความเสี่ยงทางกฎหมาย และเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามมา ย่อมทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเลือกนิ่งเฉย มากกว่าการตรวจสอบภาคธุรกิจรายใหญ่ และผลลัพธ์สุดท้ายย่อมย้อนกลับมาหาผู้บริโภค ในรูปของการเผยแพร่สื่อที่อาจถูกเอาเปรียบโดยไร้คนทักท้วง

เปิดโปงที่มาของปลาหมอคางดำ แต่ถูกฟ้องปิดปาก

ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำที่ครอบคลุมกว่า 19 จังหวัด ไม่เพียงทำลายระบบนิเวศ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารและค่าครองชีพของผู้บริโภค วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ และมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ทำหน้าที่ขุดค้นข้อเท็จจริงเพื่อหาความรับผิดชอบต่อหายนะดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิผู้บริโภคในการรับรู้ที่มาของอาหารและสภาพแวดล้อมที่ตนเองอาศัยอยู่

ทว่าการทำหน้าที่ทวงถามความรับผิดชอบแทนประชาชนกลับถูกตอบโต้ด้วยลักษณะของการฟ้องปิดปาก (SLAPP) จากบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่ถูกพาดพิง โดยมีการเรียกค่าเสียหายสูงถึง 200 ล้านบาท พร้อมข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา ซึ่งนี่คือลักษณะของการใช้กระบวนการทางกฎหมายมาเป็นกำแพงสกัดกั้นการตรวจสอบ ดังนั้น หากปล่อยให้การฟ้องร้องเช่นนี้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้กลบเสียงของคนทำงาน ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจะตกอยู่กับผู้บริโภค เพราะเมื่อคนทำงานอย่างวิฑูรย์ถูกทำให้เงียบลง ข้อมูลด้านความปลอดภัยของอาหารหรือหายนะทางสิ่งแวดล้อมในอนาคตก็จะถูกปกปิดไว้ในมุมมืด เจ้าหน้าที่หรือภาคประชาชนรายอื่นจะเกิดความกลัวจนไม่กล้าแจ้งเตือนภัยสาธารณะอีกต่อไป

สุดท้ายแล้ว กรณีปลาหมอคางดำจะกลายเป็นเรื่องของสิทธิในการพูดความจริง และหากกระบวนการยุติธรรมไม่มีกลไกป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law) ที่เข้มแข็งพอ ผู้บริโภคไทยก็จะตกอยู่ในสภาวะที่ต้องแบกรับค่าครองชีพและปัญหาสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมที่พังทลาย โดยที่ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงเตือนจากใครเลย

กลไกคุ้มครองคนทำงานเพื่อสาธารณะ ที่ต้องดันให้เกิด

เมื่อพิจารณาทั้งสามกรณีร่วมกัน จะเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีลักษณะร่วมกันอย่างชัดเจน คือ การที่ระบบกฎหมายและระบบราชการไทยยังขาดกลไกคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะและการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้กำกับดูแลในองค์กรอิสระ หรือภาคประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบแทนสังคม

ช่องว่างดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพสินค้าและบริการที่ประชาชนได้รับ ตั้งแต่ราคาสินค้าจำเป็นที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง การให้บริการสาธารณะที่ล่าช้าและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ไปจนถึงการขาดการกำกับดูแลเนื้อหาและแพลตฟอร์มสื่อในยุคดิจิทัล ซึ่งผู้บริโภคอยู่ในฐานะเสียเปรียบด้านข้อมูลและอำนาจต่อรอง

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องแยกแยะให้ชัดระหว่างการใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ส่วนตน กับการใช้ดุลยพินิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยต้องมีกลไกที่คุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง มุ่งคุ้มครองผู้บริโภคและลดความเสียหายต่อสังคมโดยรวม หนึ่งในกลไกสำคัญคือการเร่งบังคับใช้กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law) ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพื่อให้ศาลสามารถยุติคดีได้ตั้งแต่ต้น หากเห็นได้ชัดว่าการฟ้องร้องมีลักษณะข่มขู่หรือสกัดกั้นการตรวจสอบ

ขณะเดียวกัน ระบบราชการและองค์กรอิสระควรปรับวิธีประเมินความรับผิดทางวินัยและกฎหมาย โดยพิจารณาทั้งบริบทของสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค ควบคู่ไปกับความถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งการออกแบบระบบเช่นนี้จะช่วยลดแรงกดดันต่อผู้ปฏิบัติงาน และทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเป้าหมายหลักของการบังคับใช้กฎหมายอย่างแท้จริง แต่หากไม่เร่งอุดช่องว่างดังกล่าว ความเสี่ยงจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่จะลุกลามกลายเป็นความเสื่อมถอยของระบบการคุ้มครองผู้บริโภคโดยรวม ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อกลไกรัฐ การกำกับดูแลตลาด และความสามารถของสังคมในการรับมือกับวิกฤตในด้านต่าง ๆ สาธารณสุข สื่อ หรือความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง