
สภาผู้บริโภคเรียกร้องกระทรวงพาณิชย์ – กระทรวงการคลัง จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจ เทรดทอง พบช่องว่างทางกฎหมาย กระทบผู้บริโภคแบกความเสี่ยง ซื้อทอง ที่ไม่มีสินทรัพย์หมุนเวียนจริง
จิณณะ แย้มอ่วม อนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจซื้อขาย (เทรด) ทองคำผ่านระบบออนไลน์ในประเทศไทยไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพกำกับดูแลโดยตรง ทั้งที่มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงแซงหน้ามูลค่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปแล้ว จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง เร่งหาข้อยุติในการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจซื้อทองคำออนไลน์อย่างเป็นระบบ โดยกระทรวงพาณิชย์ควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลัก เนื่องจากทองคำคือสินค้าชนิดหนึ่ง พร้อมกำหนดมาตรการบันทึกประวัติการซื้อขาย เพื่อป้องกันการใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมบังคับใช้มาตรการคุมเข้มการซื้อขายทองคำออนไลน์ โดยจำกัดวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวันต่อคนต่อแพลตฟอร์ม ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 มีนาคม 2569 นี้ เพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาทจากขบวนการสแกมเมอร์ที่ใช้โบรกเกอร์ในไทยสั่งซื้อทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) แล้วส่งมอบไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนายจิณณะ ชี้ว่ามาตรการของ ธปท. เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุในมิติของค่าเงิน แต่ในมิติการคุ้มครองผู้บริโภคยังคงมีปัญหาสุญญากาศทางกฎหมายที่อันตราย
“ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. มีกฎหมายรองรับเรื่องการเก็งราคา แต่ตลาดทองคำไทยกลับไม่มีกฎหมายรองรับลักษณะนี้เลย เมื่อไม่มีการกำกับดูแล การเทรดทองออนไลน์จำนวนมากจึงมีพฤติการณ์เข้าข่ายการพนัน เพราะเป็นการเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาโดยไม่มีการชำระเงินเต็มจำนวนและไม่มีการส่งมอบทองคำจริง” จิณณะ กล่าว
นอกจากนี้ ยังพบความเสี่ยงการซื้อทองคำไม่มีอยู่จริงหรือการซื้อขายบนตัวเลขจินตนาการ ซึ่งเคยเกิดคดีความที่ผู้บริโภคไม่สามารถรับส่งมอบทองคำได้จริง หรือถูกบังคับขายหลักประกันอย่างไม่เป็นธรรม โดยเมื่อเกิดข้อพิพาท ผู้ประกอบการมักเลี่ยงไปฟ้องผู้บริโภคเป็นคดีแพ่งสามัญแทนคดีผู้บริโภค เพื่อสร้างความได้เปรียบในชั้นศาลและผลักภาระการพิสูจน์หลักฐานไปที่ประชาชน ทั้งที่ข้อมูลการสั่งซื้อทั้งหมดอยู่ในระบบของผู้ประกอบการฝ่ายเดียว
“ทุกวันนี้ เราต่างเทรดทองกันด้วยตัวเลขจินตนาการ เป็นการซื้อขายกระดาษเปล่าที่ไม่มีทองอยู่จริง นี่คือสุญญากาศที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้บริโภคไทย” จิณณะ ระบุ
จิณณะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทตรวจสอบและกำกับดูแลสัญญาการให้บริการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเข้มงวด เนื่องจากข้อสัญญาหลายส่วนมีการเอาเปรียบผู้บริโภค เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่วางบรรทัดฐานไว้ว่า การซื้อขายทองคำลักษณะนี้เป็นคดีผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับสิทธิและความคุ้มครองในกระบวนการพิจารณาคดีที่ดีกว่าคดีแพ่งสามัญ
สำหรับบทเรียนจากต่างประเทศ พบว่าในหลายประเทศที่มีการซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า เริ่มมีมาตรการสั่งห้ามหรือยกเลิกการซื้อขายในลักษณะนี้ไปแล้ว เนื่องจากพบปัญหาไม่มีการส่งมอบทองคำจริงและไม่มีสินทรัพย์ทองคำหนุนหลัง ที่เพียงพอต่อปริมาณการซื้อขาย ซึ่งปัญหาในรูปแบบเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว เช่น กรณีบริษัท ซินเนอร์จี้ คอมโมดิตี้ส์ เทรด จำกัด ร้านทองชื่อดังที่ปิดตัวลงหลังไม่สามารถส่งมอบทองคำให้ผู้ซื้อจำนวนมากได้ เพราะเป็นการซื้อขายบนตัวเลขสมมติเท่านั้น
อีกทั้ง ล่าสุดยังพบวิกฤตความเชื่อมั่นในต่างประเทศจากการล่มสลายของ เจดับบลิวอาร์ กรุ๊ป (JWR Group) แพลตฟอร์มเทรดทองคำยักษ์ใหญ่ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน เมื่อมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประกาศระงับการถอนเงินโดยไม่มีกำหนด อ้างเหตุผลเรื่องสภาพคล่องตึงตัวจากการพุ่งสูงของราคาทองคำโลก โดยความเสียหายเบื้องต้นประเมินไว้สูงถึง 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.8 แสนล้านบาท ซึ่งนักลงทุนจำนวนมากต้องเผชิญสภาวะถูกแช่แข็งสินทรัพย์และเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมเนื่องจากขาดหน่วยงานกำกับดูแลที่ชัดเจน ตอกย้ำบทเรียนราคาแพงว่าแม้แต่ทองคำที่ว่ามั่นคง ก็อาจกลายเป็นอากาศธาตุได้หากซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มที่ไร้การกำกับดูแลอย่างทั่วถึง ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจาก เทรดทอง ออนไลน์ หรือประสบปัญหาเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการซื้อขาย สามารถรวบรวมหลักฐานและแจ้งเรื่องร้องเรียนมาได้ที่ เว็บไซต์สภาผู้บริโภค



