Ribbon

โผล่อีก! สมุนไพรปลอมถูกเพิกถอน แต่ยังขายต่อ จี้รัฐเร่งเก็บสินค้าเสี่ยง

Getting your Trinity Audio player ready...

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ 285/2569 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เพิกถอนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร จำนวน 9 รายการ หลังตรวจสอบพบว่า มีการลักลอบผลิตและวางจำหน่ายในท้องตลาด ทั้งที่บริษัทผู้ผลิตได้แจ้งเลิกกิจการไปแล้วตั้งแต่ปี 2565 สะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบกำกับดูแลที่ยังไม่สามารถป้องกันสินค้าอันตรายได้อย่างทันท่วงที ทิ้งให้ผู้บริโภคเผชิญความเสี่ยงจากสินค้าอันตราย โดยไม่มีการแจ้งเตือนหรือเยียวยาอย่างเป็นระบบ

สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้เกิดจากการตรวจสอบย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2568 พบผลิตภัณฑ์ของบริษัท “จงไท้เถียนชั้นกั้วะจี้อีเอี้ยวกู่ฮั่น (จิถวน) จำกัด” ยังคงถูกวางขายในตลาด ทั้งที่บริษัทได้แจ้งเลิกกิจการตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 ไปตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2565 หรือเป็นเวลากว่า 3 ปี แสดงให้เห็นว่าสินค้าดังกล่าวถูกผลิตและจำหน่ายต่อเนื่องในตลาด หลังเลิกกิจการนานกว่า 3 ปี ก่อนที่คำสั่งเพิกถอนจะถูกประกาศอย่างเป็นทางการในปีนี้

สำหรับผลการตรวจสอบชี้ชัดว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้าข่ายเป็น “สมุนไพรปลอม” ตามกฎหมาย และอาจไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยมีการเพิกถอนทะเบียนรวม 9 รายการ เป็นกลุ่มยาเจียวหนังและแคปซูลสมุนไพรบำรุงร่างกาย ได้แก่

1. อัวะลู่เจียวหนัง เลขทะเบียนที่ G 214/56
2. เถียนชั้นปู่เซินเจียวหนัง เลขทะเบียนที่ G 215/56
3. เถียนชั้นอุ้ยเจียวหนัง เลขทะเบียนที่ G 222/56
4. เก็กฮวยกวักเม้งเจียวหนัง เลขทะเบียนที่ G 233/56
5. ยาเถียนชั้นจื่อเค้อเจียวหนัง เลขทะเบียนที่ G 251/56
6. ซึงเถี่ยเจียวหนัง เลขทะเบียนที่ G 253/56
7. ยาแคปซูลสมุนไพร บำรุงโลหิต หลัวอ้าย เลขทะเบียนที่ G 252/57
8. ยาแคปซูลสมุนไพร บำรุงร่างกาย หลัวย่าว เลขทะเบียนที่ G 209/58
9. ยา เชี่ยว ซุน เจียว หนาน เลขทะเบียนที่ G 252/56

ช่องโหว่กฎหมาย ไม่มีระบบเรียกคืน-บังคับใช้ไม่จริงจัง

มลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนช่องว่างสำคัญของกฎหมายไทย โดยเฉพาะการขาด “ระบบเรียกคืนสินค้า” ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สินค้าที่ไม่ปลอดภัยยังคงกระจายอยู่ในตลาด แม้จะตรวจพบความผิดแล้วก็ตาม

แม้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 จะกำหนดบทลงโทษไว้ค่อนข้างชัดเจนและเข้มงวด ทั้งโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับการผลิตหรือนำเข้าสินค้าที่ผิดมาตรฐาน และโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท สำหรับการจำหน่ายสินค้าเหล่านั้น แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า การบังคับใช้กฎหมายยังไม่จริงจัง ส่งผลให้ปัญหาเกิดซ้ำซาก

เธอเน้นย้ำว่า การมีบทลงโทษเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีการบังคับใช้ที่เข้มงวดและต่อเนื่อง ควบคู่กับระบบเรียกคืนสินค้าที่รวดเร็ว โปร่งใส และติดตามได้จริง เพื่อหยุดยั้งความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง

“ที่ผ่านมา เรารณรงค์ให้ผู้บริโภคร้องเรียนเมื่อพบสินค้าที่ไม่ปลอดภัย แต่คำถามคือ เมื่อร้องเรียนแล้ว ผู้บริโภคได้อะไรกลับมา ทั้งในแง่การเยียวยาความเสียหายต่อสุขภาพ หรือเงินที่สูญเสียไป” นางสาวมลฤดีกล่าว พร้อมเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทบทวนมาตรการเยียวยาผู้บริโภคให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

มลฤดีเตือนว่า หากยังปล่อยให้แม้จะมีกฎหมาย แต่ไม่บังคับใช้อย่างจริงจัง ความเสียหายที่เกิดขึ้น ผู้บริโภคจะยังคงเป็นฝ่ายแบกรับความเสี่ยง ขณะที่ผู้ประกอบการที่ไม่รับผิดชอบสามารถใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายแสวงหาผลประโยชน์ได้ต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และต้องมีระบบเรียกคืนสินค้าที่มีประสิทธิภาพ เพื่อปกป้องผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง