
สภาผู้บริโภคเรียกร้อง กสทช. ตรวจสอบค่ายมือถือ รับผิดชอบปมสแกมเมอร์บุกโรงเรียนหลอกสแกนหน้าเด็กเปิดซิมส่งท่าขี้เหล็ก ให้เวลา 7 วันต้องมีคำตอบ เตรียมส่งหนังสือทวงถาม
กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกรวบขบวนการมิจฉาชีพ 3 ราย เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 มีพฤติการณ์แฝงตัวเข้าไปในโรงเรียนโดยอ้างว่าจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องสแกมเมอร์แต่กลับหลอกสแกนหน้าเด็กและบัตรประชาชนของนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษากว่า 200 คน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เพื่อนำไปลงทะเบียนซิมการ์ดจำนวนมากและได้ส่งให้แก๊งสแกมเมอร์ในฝั่งท่าขี้เหล็กใช้ก่อเหตุ สภาผู้บริโภคเรียกร้อง กสทช. ตรวจสอบข้อเท็จจริง ย้ำ 7 วันต้องมีคำตอบชัดเจน หากไม่มีความคืบหน้า เตรียมผนึกกำลังองค์กรด้านเด็กยื่นหนังสือทวงถามความรับผิดชอบถึงที่สุด
นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากกรณีมิจฉาชีพเข้ามาหลอกสแกนหน้าเด็กนักเรียนเปิดซิมการ์ด ถือเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างมาก เนื่องจากเหตุเกิดในสถานศึกษาและกระทำต่อกลุ่มเปราะบางที่เป็นเด็กนักเรียน จึงขอเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดประชุมคณะกรรมการ กสทช. โดยด่วน เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ เนื่องจากระบบลงทะเบียนของค่ายมือถือมีช่องโหว่กับการเปิดให้มีการลงทะเบียนซิมการ์ดจำนวนมาก รวมถึงใช้การสแกนใบหน้าและบัตรประชาชนซ้ำหลายครั้ง ซึ่งระบบควรจะมีมาตรการตรวจสอบความผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก
“กรรมการ กสทช. ควรนำเรื่องนี้บรรจุเป็นวาระพิเศษเพื่อจัดประชุมโดยด่วนและควรตรวจสอบ หากพบว่ามีการกระทำความผิดต้องมีมาตรการลงโทษทางปกครองที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เนื่องจากเหตุการณ์นี้ร้ายแรงมากและผิดในทุกมิติ มิติเลยแรกคือผิดที่เกิดขึ้นกับเด็ก มิติที่สองเกิดในถิ่นห่างไกล และเกิดขึ้นในโรงเรียน ท่ามกลางกระแสที่สังคมกำลังตื่นตัวกับการปราบปรามมิจฉาชีพ” น.ส.สุภิญญา กล่าว
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจะให้เวลา กสทช. ภายใน 7 วัน ตรวจสอบข้อมูลและควรมีการชี้แจงรายละเอียดของสถานการณ์ทั้งหมด แต่หากไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงหรือมีมาตรการลงโทษทางปกครองตามมา จะมีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค เพื่อจัดทำหนังสือถึง กสทช. สอบถามข้อเท็จจริง พร้อมร่วมหารือกับภาคีองค์กรด้านเด็กเพื่อเดินทางไปยื่นหนังสือทวงถามความรับผิดชอบที่สำนักงาน กสทช. ต่อไป
“จากกรณีนี้ถือเป็นการกระทำที่ผิดต่อเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยขบวนการสามารถเปิดซิมได้จำนวนมากต่อเด็กหนึ่งคน ซึ่งถือเป็นการท้าทายมาตรการปราบปรามมิจฉาชีพของภาครัฐอย่างมาก” นางสาวสุภิญญา กล่าว
นอกจากนี้ จากปัญหาร้ายแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนจึงอยากให้ภาครัฐบาลและตำรวจต้องสืบสวนให้ถึง “ตัวการใหญ่” หรือผู้บงการขบวนการนี้ เพื่อวางระบบยกระดับความปลอดภัยของเยาวชนและผู้บริโภคทั่วประเทศ รวมถึงควรมีมาตรการเยียวยาเด็กและครอบครัวที่เสียหายอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอระยะยาวในการดูแลเด็กในการเลือกซื้อซิมการ์ดเพื่อใช้งานโทรศัพท์มือถือนั้น คณะฯ จะมีการศึกษาความเป็นไปได้ของ “ซิมเด็ก” เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานต่อไป



