Ribbon

ขับเคลื่อนกลไกจังหวัด 11 แห่ง ภาคกลาง-ตะวันออก เปลี่ยนเสียงร้องเรียนเป็นนโยบายสาธารณะ

Getting your Trinity Audio player ready...

“ปัญหาผู้บริโภคไม่ได้อยู่แค่ในข่าว แต่เกิดขึ้นจริงทุกวันในชุมชน” จุดตั้งต้นของภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคระดับจังหวัด ที่องค์กรสมาชิกและเครือข่ายร่วมกันสร้างระบบเฝ้าระวัง แก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน และผลักดันนโยบายสาธารณะที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของประชาชน

การดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด ในภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว จันทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งแต่ละจังหวัดมีบริบทปัญหาผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ความปลอดภัยด้านอาหาร สายสื่อสารที่เสี่ยงอันตราย ไปจนถึงภัยออนไลน์ที่กระทบผู้สูงอายุ

ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค เครือข่ายองค์กรสมาชิการ่วมกับหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคเอกชน พัฒนารูปแบบการทำงานที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนในพื้นที่ โดยสร้างกลไกสำคัญ ่เช่น

  • กลไกเฝ้าระวังปัญหาผู้บริโภค เพื่อรับรู้สถานการณ์จริงในพื้นที่
  • กลไกความร่วมมือภาคีเครือข่าย เพื่อบูรณาการการแก้ปัญหา
  • กลไกขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันข้อเสนอเข้าสู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศ

กระบวนการทำงานเริ่มตั้งแต่การสำรวจข้อมูล การเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น การรับเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดเวทีสื่อสารสาธารณะ ไปจนถึงการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน

เป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนเข้าถึง สิทธิผู้บริโภค ในชีวิตประจำวัน โดยกำหนดตัวชี้วัด เช่น การรับเรื่องร้องเรียนไม่น้อยกว่า 5 เรื่องต่อเดือน และสามารถแก้ไขปัญหาได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างระบบคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้

องค์กรสมาชิกในจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมแก้ปัญหาใกล้ตัวที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ คือสายสื่อสารที่รกรุงรังและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและอัคคีภัย อาสาสมัครในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเครือข่ายได้ร่วมกันสำรวจพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมแบ่งระดับความเร่งด่วนเป็น 3 ระดับ ได้แก่ สีเขียว สีส้ม และสีแดง

หลังจากการลงพื้นที่สำรวจและเก็บหลักฐานภาพถ่ายจุดเสี่ยง เครือข่ายในจังหวัดฉะเชิงเทราได้ทำหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาสายสื่อสารที่รกรุงรังและเสี่ยงอันตรายในพื้นที่ โดยแบ่งช่องทางการประสานงานตามลักษณะปัญหาอย่างชัดเจน ในกรณีสายไฟฟ้า ได้แจ้งไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคผ่านสายด่วน 1129 ขณะที่ปัญหาสายสื่อสารทั่วไปได้ประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผ่านหมายเลข 1200 นอกจากนี้ ยังเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ไลน์ “ทราฟฟี่ฟองดูว์” (@traffyfondue) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการแจ้งเหตุและติดตามผล

การทำงานลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แต่ยังฟื้นฟูภาพลักษณ์เมืองให้มีความเป็นระเบียบและน่าอยู่มากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

หนึ่งในตัวอย่างการทำงานที่เห็นผลชัด คือการขับเคลื่อนนโยบายเส้นทางอาหารปลอดภัยจันทบุรี ที่เกิดจากความร่วมมือขององค์กรผู้บริโภค หน่วยงานรัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหารตั้งแต่แหล่งผลิต การแปรรูป การจำหน่าย จนถึงผู้บริโภคปลายทาง

ข้อมูลด้านความปลอดภัยอาหารในพื้นที่ พบความเสี่ยงการปนเปื้อนในหลายกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จและการใช้น้ำมันทอดซ้ำเกินมาตรฐาน ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นของการมีระบบแจ้งเตือนภัยและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการความเสี่ยง

เวทีความร่วมมือในจังหวัดจันทบุรีจึงไม่เพียงสร้างความเข้าใจร่วมกันของภาคี แต่ยังนำไปสู่การกำหนดแนวทางพัฒนากลไกรับเรื่องร้องเรียนและการผลักดันนโยบายอาหารปลอดภัยในระดับจังหวัด ซึ่งมีศักยภาพต่อยอดสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบในอนาคต

กลไกคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดปทุมธานี ได้มุ่งพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้ก้าวสู่บทบาท “นักคุ้มครองผู้บริโภคระดับจังหวัด” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเรียนรู้สิทธิผู้บริโภค การฝึกปฏิบัติจริงในการรับเรื่องร้องเรียน และการใช้ระบบบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน (CRM) เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ควบคู่กันนั้น ยังร่วมขับเคลื่อนการจัดระเบียบสายสื่อสารในจังหวัด โดยเชื่อมการทำงานระหว่างองค์กรผู้บริโภค หน่วยงานท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาไม่หยุดอยู่เพียงระดับพื้นที่ แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายในระดับจังหวัดได้อย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานดังกล่าวช่วยสร้างต้นแบบของการพัฒนากำลังคนด้านคุ้มครองผู้บริโภค ที่สามารถทำงานเชื่อมโยงระหว่าง ภาคประชาชน-ท้องถิ่น-นโยบาย ได้อย่างเป็นระบบ

ขณะที่จังหวัดอ่างทองให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการหลอกลวงออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดอ่างทองจึงเร่งพัฒนาศักยภาพองค์กรผู้บริโภคในพื้นที่ พร้อมบูรณาการแผนงานร่วมกับหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังภัยดิจิทัลในระดับชุมชน

การทำงานดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์ แต่ยังนำไปสู่การผลักดันให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดหันมาให้ความสำคัญกับสถานการณ์ปัญหาการจัดระเบียบสายสื่อสารและการป้องกันภัยผู้บริโภคมากขึ้นอีกด้วย

อีกหนึ่งแนวคิดที่กำลังถูกผลักดันในจังหวัดชลบุรี คือการพัฒนาระบบรถรับ–ส่งนักเรียนพลังงานไฟฟ้าในอำเภอเมือง ซึ่งสะท้อนบทบาทของเครือข่ายภาคประชาชนในการเสนอแนวทางนโยบายที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการเข้าถึงบริการ การลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

แม้การขับเคลื่อนงานในพื้นที่จะยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร งบประมาณ และกำลังคน แต่การรวมพลังขององค์กรสมาชิก อาสาสมัคร และแกนนำชุมชน ได้เริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้จริง ทั้งในมิติของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับประชาชน ไปจนถึงการยกระดับข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหา จากคณะทำงานในระดับพื้นที่ วันนี้กำลังค่อย ๆ เติบโตเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาคประชาชน หน่วยงานรัฐ และท้องถิ่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปสู่ความปลอดภัย ความเป็นธรรม และความยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการทำงานของกลไกคุ้มครองผู้บริโภคระดับจังหวัด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : กทม.-นนท์ ไม่ปล่อยผ่าน! เดินหน้าอาหารปลอดภัย ทั้งเฝ้าระวัง-แก้ปัญหาเต็มสูบ