
สภาผู้บริโภคจัดเวทีใหญ่พบพรรคการเมือง ผลักดันข้อเสนอคุ้มครองผู้บริโภค 9 ด้าน สู่นโยบายของพรรคการเมือง เปิดโอกาสไทยเป็นสมาชิก OECD
นับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปของไทย ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ที่ประชาชนจะได้มีโอกาสคัดเลือกตัวแทนพรรคการเมืองโดยพิจารณาจากนโยบายหาเสียงของพรรคต่าง ๆ ว่าพรรคไหนมีนโยบายที่พัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนและประเทศสูงสุด สภาผู้บริโภคในฐานะตัวแทนผู้บริโภคตามกฎหมายจึงใช้โอกาสเดียวกันนี้ ผลักดันข้อเสนอการคุ้มครองผู้บริโภค 9 ด้าน ต่อพรรคการเมือง ภายใต้แนวคิด “ผู้บริโภคขยับนโยบาย พรรคการเมืองขยายต่อ” เพื่อให้พรรคการเมืองต่าง ๆ นำข้อเสนอของสภาผู้บริโภคไปบรรจุเป็นนโยบายของพรรค ในวันที่ 7 มกราคม นี้ ณ โรงแรม เดอะ บาซาร์ แบงค็อก และรับฟังได้ทางเฟซบุ๊ก ไลฟ์ ที่เพจสภาผู้บริโภค www.facebook.com/tccthailand
ทั้งนี้ การผลักดันนโยบายผู้บริโภคเข้าสู่นโยบายพรรคการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของสภาผู้บริโภคตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 14 ของพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 ที่ให้สภาผู้บริโภคสามารถผลักดันนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ผู้บริโภค ก็คือพลเมือง การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ชี้ชะตาของผู้บริโภค “เพราะไม่มีใครเอาเปรียบผู้บริโภคได้ ถ้านโยบายรัฐไม่เอื้อ” การจัดเวทีสภาผู้บริโภคพบพรรคการเมือง ในวันที่ 7 มกราคม 2569 นี้ เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่สภาผู้บริโภคจะได้นำข้อเสนอคุ้มครองผู้บริโภค 9 ด้านต่อพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองนำไปกำหนดเป็นนโยบายในการคุ้มครองผู้บริโภคเมื่อได้รับเลือกเป็นรัฐบาล และรับฟังจุดยืนของพรรคการเมืองที่มีต่อการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคร่วมรับฟังนโยบายก่อนตัดสินใจเลือกอนาคตของประเทศไทยร่วมกัน
“ปัจจุบันถึงเวลาที่พรรคการเมืองต้องเลิกคิดนโยบายเองฝ่ายเดียว แต่ควรฟังว่าประชาชนว่ามีความต้องการช่วยเหลือในเรื่องใดมากที่สุด เป้าหมายสำคัญของสภาผู้บริโภคคือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืน ในปัจจุบันจึงเป็นยุคสมัยแห่งความรับผิดชอบ หมดสมัยแล้วที่นักการเมืองจะพูดนโยบายไว้ก่อนแล้วไม่ทำ สภาผู้บริโภคจะทำหน้าที่ตรวจสอบและถือว่าสิ่งที่พูดในเวทีนี้คือ คำมั่นสัญญาที่มีต่อผู้บริโภคทุกคน” บุญยืน กล่าวเพิ่มเติม

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นรากฐานและกลไกสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว อย่างกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และในสหภาพยุโรป ต่างให้ความสำคัญกับการสร้างระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่มีความเข้มแข็ง โปร่งใส ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาว ดังนั้น สภาผู้บริโภคจึงต้องการใช้โอกาสของการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนในการพาประเทศไทยก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างความยั่งยืน
“การที่สภาผู้บริโภคได้นำเสนอนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ และเมื่อพรรคการเมืองนั้น ๆ ได้เป็นรัฐบาลแล้ว จะสามารถนำนโยบายเพื่อขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และเป็นรูปธรรม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น” สารี กล่าว
สำหรับนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคทั้ง 9 ด้าน ได้แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ
กลุ่มที่หนึ่ง ภัยมิจฉาชีพออนไลน์ ได้เสนอตั้งกองทุนเยียวยาเบื้องต้นจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์ ด้านสินค้าและบริการทั่วไปเสนอให้โซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มต้องมีระบบยืนยันตัวตนผู้ขาย (e-KYM) ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เสนอให้มีแพ็กเกจพื้นฐานราคาถูก เช่น ราคาไม่เกิน 100 บาท ได้เน็ต 70 กิกะไบต์ (GB) ความเร็ว 5 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ทำให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จริง หลังพบว่าการควบรวมค่ายมือถือทำให้แพ็กเกจราคาถูกหายไปจากตลาด
กลุ่มที่สอง เมืองที่เป็นธรรม ด้านขนส่งและยานพาหนะเสนอจัดตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด โดยใช้เงินจากภาษีล้อเลื่อนมาบริหารจัดการโดยท้องถิ่นเอง และยกเลิกรถโดยสาร 2 ชั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร พร้อมกำหนดเพดานค่าเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ ทางด้านอสังหาริมทรัพย์ เสนอให้นำที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทำเป็นพื้นที่รับน้ำจากอุทกภัยและที่พักพิงจากภัยพิบัติ ด้านพลังงานเสนอให้หยุดสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เปิดฟรีโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน เพื่อช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน
กลุ่มที่สาม คุณภาพชีวิต เสนอให้ยกเลิก พระราชบัญญัติอาหาร ฉบับปัจจุบันที่ล้าหลัง เพิ่มอำนาจเรียกคืนสินค้าไม่ปลอดภัย และให้มีตัวแทนสภาผู้บริโภคอยู่ในคณะกรรมการอาหาร เพิ่มกระบวนการตรวจสอบเพื่อให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย และส่งเสริมให้มีตลาดอินทรีย์ทุกจังหวัด รวมถึงเพิ่มบทลงโทษผู้ผลิตหรือนำเข้าอาหารที่ไม่ปลอดภัยให้มากขึ้น ส่วนระบบสุขภาพเสนอให้รัฐจ่ายเงิน 3 กองทุนสุขภาพอย่างเท่าเทียม คุมค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน และด้านการศึกษาเสนอนโยบายเรียนฟรีต้องฟรีจริง โดยเฉพาะสายอาชีพ และใช้เงินจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษามาใช้ให้นักเรียนมีโอกาสเรียนจบได้ถึงระดับปริญญาตรี
อย่างไรก็ตาม นโยบายคุ้มครองผู้บริโภค 9 ด้านที่สภาผู้บริโภคได้นำเสนอต่อพรรคการเมือง ได้นำข้อมูลมาจากปัญหาผู้บริโภคในแต่ละด้านที่ได้เข้ามาร้องเรียนผ่านสภาผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา โดยภาพรวมสถานการณ์ปัญหาผู้บริโภคปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) มีผู้บริโภคเข้ามาร้องเรียนรวมทั้งสิ้น 23,703 เรื่อง สร้างมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 4,744 ล้านบาท ปัญหาที่ผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามามากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สินค้าชำรุดบกพร่อง/ได้รับความเสียหาย จำนวน 4,059 เรื่อง อันดับสอง สายสื่อสารห้อยกีดขวางหรือหลุดร่วงไม่ปลอดภัย จำนวน 1,662 อันดับสาม เผชิญปัญหาในเรื่องข้อความ (SMS) หลอกลวง/กวนใจ จำนวน 1,279 เรื่อง อันดับสี่ ไม่ได้รับสินค้าบริการ/ไม่คืนเงิน จำนวน 1,039 เรื่อง และอันดับห้า เรื่องบริการไม่ได้มาตรฐาน จำนวน 848 เรื่อง
สำหรับเวทีสภาผู้บริโภคพบพรรคการเมือง “นโยบายจะปัง ต้องฟังเสียงผู้บริโภค” นำเสนอนโยบายคุ้มครองผู้บริโภค 9 ด้านต่อพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองที่เข้ามาร่วมเวทีประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาชน พรรครักชาติ และพรรคภูมิใจไทย โดยท่าทีของพรรคการเมืองต่อนโยบายสภาผู้บริโภคมีทั้ง

พร้อมหนุนเมืองที่เป็นธรรม
เวทีรับฟังความเห็นของพรรคการเมืองต่อข้อเสนอนโยบาย “เมืองที่เป็นธรรม” ของสภาผู้บริโภค ได้สะท้อนภาพชัดเจนว่าปัญหาขนส่งสาธารณะ พลังงาน และที่อยู่อาศัย เป็นเรื่องสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ทุกพรรคเห็นพ้องว่าเมืองที่เป็นธรรมต้องลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มการเข้าถึง แต่แนวทางของแต่ละพรรคยังมีจุดที่แตกต่างกัน
เพื่อไทย ขนส่งถูกคือหัวใจของเมืองน่าอยู่
พรรคเพื่อไทยชู “ขนส่งสาธารณะราคาจับต้องได้” เป็นหัวใจของเมืองที่เป็นธรรม โดยเสนอรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และรถเมล์ไฟฟ้า 10 บาท เพื่อลดภาระค่าเดินทางที่ปัจจุบันสูงเกินกำลังคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่นอกศูนย์กลางเมือง เพื่อไทยมีความเห็นว่าค่าเดินทางที่แพง ไม่เพียงสร้างความเหลื่อมล้ำ แต่ยังเป็นต้นตอของอุบัติเหตุ ฝุ่น PM2.5 พร้อมผลักดันการใช้ระบบรางในต่างจังหวัดควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้นด้วย
ด้านที่อยู่อาศัย พรรคมีโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” ใช้ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดให้เช่า 99 ปี ผ่อนเริ่มต้นราว 4,000 บาท ตอบโจทย์คนทำงานและคนรุ่นใหม่ที่ไม่สามารถซื้อบ้านในระบบเดิมได้
พรรคประชาชน มุ่งกระจายอำนาจ สร้างหลักประกันชีวิต
พรรคประชาชนเสนอภาพ “เมืองที่เป็นธรรม” ผ่านการเพิ่มอำนาจท้องถิ่น ในการจัดการระบบขนส่ง พลังงาน และที่อยู่อาศัยได้จริง ในด้านขนส่ง พรรคเสนอให้กำหนดงบประมาณเพื่อความปลอดภัยทางถนนอย่างจริงจัง รถสาธารณะต้องเป็นไฟฟ้า สนับสนุนการใช้คูปองสำหรับรถนักเรียน พร้อมตั้งเป้าให้ประชาชนเข้าถึงขนส่งในระยะไม่เกิน 500 เมตร
ด้านที่อยู่อาศัย เสนอแนวคิด “เช่าเท่ากับผ่อน” ตั้งเป้า 1 ล้านยูนิตใน 4 ปี ใช้ที่ดินรัฐและเอกชนควบคู่กัน พร้อมมาตรการภาษีที่จูงใจให้เจ้าของที่ดินนำที่ดินมาใช้ประโยชน์สาธารณะ (Negative Land Tax)
ด้านพลังงาน พรรคชี้ปัญหาโรงไฟฟ้าเกินจริงและค่าไฟแพงจากโครงสร้าง พร้อมผลักดันโซลาร์ภาคประชาชนผ่านสินเชื่อผ่อนจ่ายกับบิลค่าไฟ
ภูมิใจไทย เมืองที่เป็นธรรมต้องดูแลคนทุกวัย
ภูมิใจไทยนำเสนอภาพเมืองที่เป็นธรรมผ่านมิติ การเข้าถึงบริการพื้นฐานและการรองรับสังคมสูงวัย ควบคู่กับการกระจายโอกาสสู่ชุมชน ในด้านที่อยู่อาศัย มีนโยบายใช้ที่ดินรัฐร่วมเอกชนสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ควบคุมราคาและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อดูแลทั้งคนแก่และสร้างรายได้ให้ชุมชน
ด้านขนส่ง พรรคสนับสนุนกองทุนขนส่งจากภาษีล้อเลื่อน แต่ปรับสูตรให้จังหวัดรายได้น้อยไม่เสียเปรียบ พร้อมผลักดันรถนักเรียนถูกกฎหมายและระบบเชื่อมต่อ (ฟีดเดอร์) ในเมืองใหญ่–เมืองรอง
ด้านพลังงาน มีนโยบายโซลาร์ฟาร์มชุมชน ที่ให้ประชาชนสามารถซื้อ-ขายไฟโดยตรงในราคาต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะสามารถลดค่าครองชีพได้ทันที
ประชาธิปัตย์ มุ่งปฏิรูปโครงสร้าง ไม่ใช่อุดหนุนระยะสั้น
พรรคประชาธิปัตย์เน้น “ความเป็นธรรมเชิงระบบ” โดยชี้ว่าปัญหาขนส่งและพลังงานเกิดจากโครงสร้างสัญญาและการลงทุนที่ผิดพลาด ในด้านขนส่ง ได้เสนอพัฒนา รถไฟฟ้าชานเมือง โดยอัปเกรดรถไฟทางคู่ ใช้รางว่างให้เกิดประโยชน์ ลดการลงทุนเกินจำเป็น
ด้านที่อยู่อาศัย เสนอการพัฒนาเมืองแบบ TOD (Transit-Oriented Development) ให้ขนส่งนำการพัฒนา ลดการเวนคืน และผลักดันโฉนดชุมชน
ด้านพลังงาน พรรคเสนอปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า ลดการใช้แอลเอ็นจี (LNG) แก้ปัญหาค่าพร้อมจ่าย และพัฒนาสมาร์ทกริด เพื่อสร้างรายได้กลับมาช่วยลดค่าไฟประชาชน
พลังประชารัฐ แก้ที่ต้นเหตุพลังงานแพง
พลังประชารัฐชี้ชัดว่าค่าโดยสารแพงและค่าครองชีพสูงเป็นผลจากพลังงานแพงตั้งแต่ต้นทาง พร้อมวิจารณ์การจัดการทรัพยากรที่ผ่านมา เอื้อเอกชนมากกว่าประชาชน พรรคเสนอให้รัฐจริงจังกับการจัดการน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า ปรับโครงสร้างผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติให้ประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้น สนับสนุนโซลาร์ครัวเรือนและให้มีระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้าในบ้าน (Net Metering) อย่างเป็นธรรม
ด้านที่อยู่อาศัย เสนอให้มีหน่วยงานกลางดูแลทรัพย์สินของรัฐ และให้ธนาคารปรับบทบาทช่วยคนตัวเล็กเข้าถึงที่อยู่อาศัยราคาที่จ่ายไหว
พรรคขนาดกลาง สนับสนุนพลังงานประชาชน
พรรคขนาดกลางหลายพรรคเสนอแนวคิดใกล้เคียงกัน คือ แก้ปัญหาเชิงพื้นที่และพลังงานภาคประชาชน โดยไทยสร้างไทยชู “ขอนแก่นโมเดล” โดยใช้งบท้องถิ่น ให้รัฐค้ำประกัน ลดค่าครองชีพจริง พร้อมพักใช้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อคนตัวเล็ก
ส่วนพรรคไทยก้าวใหม่เสนอพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมโยง (ฟีดเดอร์) ฟรีผ่านภาษี การบริหารขนส่งแบบรวมศูนย์ และการติดโซลาร์พร้อมแบตเตอรี่ให้ชุมชนเป็นเจ้าของพลังงาน
สำหรับเวทีในช่วงบ่าย มีพรรคที่ร่วมนำเสนอนโยบายประกอบด้วย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยสร้างไทย และพรรคไทยก้าวใหม่ โดยต่างมีมุมมองดังนี้
หนุนการจัดการภัยไซเบอร์
เวทีรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองต่อ “การจัดการภัยไซเบอร์” ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงทำให้ผู้เสียหายได้รับผลกระทบและไม่มีกองทุนเยียวยา รวมถึงการเสนอให้มีการทำระบบลงทะเบียนยืนยันตัวตนผู้ขาย (KYM) และการจัดทำแพ็กเกจค่าโทร อินเทอร์เน็ตในราคาที่เข้าถึงได้ รวมถึงการปฏิรูป กสทช. โดยทุกพรรคการเมืองต่างมีท่าทีสนับสนุนนโยบายของสภาผู้บริโภค
พรรคประชาชน ให้สถาบันการเงินรับผิดชอบ
พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการจัดตั้งกองทุนเยียวยาภัยไซเบอร์ และเสนอให้นำเงินมาจากการยึดทรัพย์มิจฉาชีพ รวมถึงให้ธนาคารและแพลตฟอร์มร่วมจ่ายค่าธรรมเนียมความเสี่ยงเข้ากองทุน สนับสนุนให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องจดทะเบียนในไทย เพื่อบังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนผู้ขายอย่างเข้มงวด พร้อมเสนอให้บรรจุสิทธิการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อคุมราคา และสนับสนุนการปฏิรูป กสทช. ให้ประชาชนมีอำนาจเข้าชื่อถอดถอนได้หากปล่อยให้เกิดการผูกขาด
พรรคเพื่อไทย ดึงแพลตฟอร์มต่างชาติเข้าสู่ระบบกฎหมายไทย
พรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งระบบ AOC 1441 ในการระงับความเสียหายและนำเสนอมีแนวทางเร่งรัดกระบวนการยึดทรัพย์มิจฉาชีพ และนำทรัพย์สินที่ยึดได้เหล่านั้นมาเฉลี่ยคืนเพื่อเยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย โดยมุ่งเน้นการปราบปรามที่ต้นทางและการตัดวงจรการเงินของกลุ่มสแกมเมอร์ รวมถึงเห็นด้วยกับการดึงแพลตฟอร์มต่างชาติเข้าสู่ระบบกฎหมายไทย เพื่อยืนยันตัวตนผู้ขาย รวมถึงการผลักดันอินเทอร์เน็ตให้เป็นสิทธิพื้นฐาน 100% ในราคาที่เข้าถึงได้
พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยให้ธนาคารต้องรับผิดชอบความเสียหายเหยื่อมิจฉาชีพ หากระบบความปลอดภัยมีปัญหา พร้อมสนับสนุนกองทุนเยียวยาประชาชน ระบบตรวจสอบและยืนยันตัวตนผู้ขาย กฎหมาย เลมอน ลอร์ และปฏิรูป กสทช.
พรรคภูมิใจไทย รื้อกฎหมาย กสทช. ที่ล้าหลัง
พรรคภูมิใจไทยเน้นการสร้างความรู้เท่าทัน ภัยมิจฉาชีพ และพร้อมทำงานร่วมกับสภาผู้บริโภคเพื่ออุดช่องโหว่กฎหมายโดย รวมถึงแนวทางการศึกษาตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหายและให้มีระบบยืนยันตัวตนผู้ขาย เสนอให้ปฏิรูปกฎหมายโทรคมนาคมกับ กสทช.
ส่วนพรรคไทยสร้างไทย เห็นด้วยกับการจัดตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหาย โดยให้ใช้เงินที่ยึดได้จากสแกมเมอร์มาเยียวยาทันทีโดยไม่ต้องรอจบคดี จัดทำระบบยืนยันตัวตนผู้ขาย โดยแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบและจ่ายภาษีเข้ากองทุนเพื่อนำมาดูแลผู้บริโภคที่ถูกหลอก นอกจากนี้ เสนอให้ประชาชน 50,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอน กสทช. ได้ หากพบว่าละเลยหน้าที่จนทำให้อินเทอร์เน็ตราคาแพงหรือเกิดการผูกขาดค่ายมือถือ
ทางด้านพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอในเรื่องกองทุนเยียวยาโดยให้ธนาคารรับผิดชอบในฐานะผู้รับฝากทรัพย์ตามมาตรฐานสากลหากระบบมีปัญหา เสนอให้มีระบบ “หน่วงเงิน” ไว้ที่แพลตฟอร์มจนกว่าผู้ซื้อจะได้รับของและกดยืนยัน เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ และ ให้มีการประเมินการทำงานของกสทช.
หนุนคุณภาพชีวิต การเรียนฟรี
เวทีการรับฟังความคิดเห็นกลุ่มที่สาม “ด้านคุณภาพชีวิต” พรรคการเมืองเห็นด้วยกับสภาผู้บริโภคในการแก้กฎหมายที่ล้าหลัง อย่างพระราชบัญญัติอาหาร และสนับสนุนนโยบายเรียนฟรีต้องฟรีจริง โดยแต่ละพรรคนำเสนอนโยบายที่มีจุดแตกต่างกันในรายละเอียด
พรรคภูมิใจไทยหนุนเรียนฟรีทุกที่ผ่านออนไลน์แบบไม่เสียค่าเน็ต
พรรคภูมิใจไทย เสนอนโยบาย “เรียนฟรีทุกที่” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเข้าเรียนผ่านแอปพลิเคชันได้โดยไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ตและไม่เสียค่าโทรศัพท์ มีระบบเครดิตแบงก์ (Credit Bank) เพื่อสะสมหน่วยกิตขอรับปริญญาหรือวุฒิการศึกษาได้ทุกช่วงวัย ทางด้านอาหารและยา พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลังที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และพร้อมทำงานร่วมกับสภาผู้บริโภคในการแก้ไขกฎหมาย ด้านระบบสุขภาพ เน้นการเข้าถึงบริการสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมีนโยบายให้ประชาชนเข้าถึงแอปพลิเคชันด้านสุขภาพได้โดย ไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ตและค่าโทรศัพท์ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสะดวก
พรรคประชาชน “โรงเรียนเรียนฟรีจริง 80% ทั่วประเทศ
พรรคประชาชนมีเป้าหมายผลักดันโรงเรียนให้มีระบบ “เรียนฟรีจริง” ให้ได้ 80% ของประเทศ ภายใน 4 ปี โดยใช้งบประมาณ 30,000 ล้านบาท ให้โรงเรียนหยุดเก็บเงินผู้ปกครอง ด้านอาหาร สนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายอาหารเพื่อให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังเน้นการอุดหนุนงบประมาณ ค่าอาหาร สำหรับเด็กนักเรียนวงเงิน 16,000 ล้านบาท ส่วนด้านระบบสุขภาพ มีแนวคิดจัดตั้ง National Clearing House เพื่อบริหารจัดการให้ 3 กองทุนสุขภาพ มีสิทธิประโยชน์และมาตรฐานการรักษาที่เท่าเทียมกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ
พรรคเพื่อไทย เน้นการเรียนจบต้องได้งาน
พรรคเพื่อไทยมีนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” โดยสนับสนุนทุนสำหรับเด็กที่ครอบครัวยากจน ทางด้านอาหาร เน้นการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านการคุมมาตรฐานสินค้าและบริการดิจิทัล และสนับสนุนความปลอดภัยทางอาหารที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก ส่วนระบบสุขภาพ มุ่งเป้าทำให้สิทธิบัตรทองเป็นสิทธิพื้นฐานที่มีคุณภาพทัดเทียมกันทั่วประเทศ โดยใช้ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลในการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยเพื่อลดความซ้ำซ้อนและคุมมาตรฐานค่ารักษาพยาบาล
พรรคประชาธิปัตย์ เรียนฟรีต้องฟรีจริงถึงปริญญาตรี
พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า เรียนฟรีต้องฟรีจริง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงทั้งค่าเดินทาง อาหาร และกีฬา จนถึงระดับปริญญา มีนโยบาย English for All จัดครูเจ้าของภาษาสอนในโรงเรียนรัฐทุกแห่งอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน และจัดทำ National Credit Store เพื่อสะสมคะแนนเทียบวุฒิการศึกษา ทางด้านอาหาร สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษผู้ผลิตสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และให้ความสำคัญกับมาตรฐานอาหารในโรงเรียนภายใต้นโยบาย “ฟรีจริง” ด้านระบบสุขภาพ เสนอการใช้เอไอ และบริการการแพทย์ทางไกล มาช่วยในการรักษาพยาบาลเพื่อลดช่องว่างในการเข้าถึง และสนับสนุนการคุมเพดานค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนให้เป็นธรรม
พรรคไทยสร้างไทย แจกคูปองการศึกษา
พรรคไทยสร้างไทย มีนโยบายทางด้านการศึกษา โดยเสนอเปลี่ยนงบรายหัวจากโรงเรียนมาเป็น “คูปองการศึกษา” ให้ผู้ปกครอง เพื่อให้โรงเรียนต้องแข่งกันพัฒนาคุณภาพเพื่อดึงดูดผู้เรียน นโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาตรี และลดเวลาเรียนลง 3 ปี เพื่อให้เยาวชนจบการศึกษาและทำงานได้เร็วขึ้น เน้นพัฒนาโรงเรียนใกล้บ้านให้มีคุณภาพเท่าเทียมในเมือง ด้านอาหาร เห็นด้วยกับการปรับปรุง พ.ร.บ. อาหาร โดยเน้นการตัดวงจรการผูกขาดของทุนใหญ่ และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อยเข้าถึงมาตรฐานความปลอดภัยได้ง่ายขึ้น ด้านระบบสุขภาพ นำเสนอกองทุนบำนาญประชาชน 3,000 บาท ซึ่งจะช่วยลดงบประมาณการรักษาพยาบาลในระยะยาวจากการที่ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีสุขภาพแข็งแรง
พรรคไทยก้าวใหม่เสนอเรียนฟรีระยะยาว
พรรคไทยก้าวใหม่ เสนอนโยบายเรียนฟรี จนถึงระดับปริญญาเอก โดยบริหารงบประมาณให้ไปอยู่ที่ “การเรียน” แทน “การสร้างตึก” และมีนโยบาย “คืนครูสู่ห้องเรียน” โดยให้ครูทำหน้าที่สอนเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องรับภาระงานอื่นที่ไม่จำเป็น รวมถึงการจัดทำสวัสดิการ “อาหารเช้าฟรี” สำหรับเด็กประถม โดยโภชนาการมีความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนาสมองและการเรียนรู้ ส่วนทางด้านอาหาร สนับสนุนระบบการแจ้งเตือนความปลอดภัยอาหารที่มีประสิทธิภาพ และด้านระบบสุขภาพ เสนอให้ใช้ระบบบิ๊กดาต้า ในการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพเพื่อลดการตรวจซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยคุมมาตรฐานค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลให้มีความใกล้เคียงกัน



