
ทำไมแพทย์จึงห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทั้งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรง กรรมการแพทยสภาชี้ชัด มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองประชาชน ป้องกันความเข้าใจผิด และไม่ให้ภาพลักษณ์ของวิชาชีพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการค้า
ท่ามกลางกระแสถกเถียงบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับบทบาทของแพทย์และการกำกับดูแลวิชาชีพ คำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาซ้ำ ๆ คือ เหตุใดผู้ที่มีความรู้ด้านยา วิตามิน และอาหารเสริมอย่างลึกซึ้ง จึงไม่สามารถออกมาพูดหรือรับรองผลิตภัณฑ์ได้อย่างเสรี
เมื่อความน่าเชื่อถือของแพทย์ เป็นแรงขับสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค คำแนะนำเพียงไม่กี่ประโยคจากผู้สวมเสื้อกาวน์ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าคำโฆษณาทั่วไป แม้แพทย์และเภสัชกรจะเป็นผู้มีความรู้ด้านยาและสุขภาพอย่างลึกซึ้งที่สุด แต่เมื่อความน่าเชื่อถือนั้นถูกเชื่อมโยงกับการขายสินค้า เส้นแบ่งระหว่างการให้ความรู้กับผลประโยชน์ทางการค้าอาจก่อให้เกิดภาวะผลประโยชน์ทับซ้อน กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ทำไมแพทย์จึงโฆษณาไม่ได้
รศ.(พิเศษ)นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการแพทยสภา โพสต์เฟชบุ๊กเกี่ยวกับปัญหาการโฆษณาของวิชาชีพ ว่ากล่าวถึงสาเหตุที่ต้องมีข้อห้ามไม่ให้แพทย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับโฆษณาทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เป็นไปตามหลักการสำคัญ 4 ข้อ คือ 1.เพื่อคุ้มครองประชาชน ป้องกันความเข้าใจผิด 2.คงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีวิชาชีพ 3.ข้อมูลวิชาการต้องถูกต้อง 4. โปร่งใส เหมาะสม ต้องสุภาพ ไม่โอ้อวด ไม่เปรียบเทียบ ข่มผู้อื่น เป็นต้น
ทั้งนี้ สถานะของแพทย์ มีน้ำหนักในสายตาประชาชนอย่างมาก หากนำตำแหน่งหรือความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพไปเชื่อมโยงกับการโฆษณาเชิงพาณิชย์ อาจทำให้ผู้บริโภคเชื่อถือสินค้าโดยไม่ตั้งคำถาม หรือเข้าใจว่าสินค้านั้นได้รับการรับรองทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ
การกำกับดูแลไม่ได้จำกัดเฉพาะแพทย์เท่านั้น วิชาชีพด้านสุขภาพอื่นก็อยู่ภายใต้กรอบจริยธรรมเช่นเดียวกัน เช่น ข้อบังคับของทันตแพทยสภาที่ห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์ทุกประการ รวมถึงการถ่ายภาพหรือวิดีโอร่วมกับสินค้า เพื่อป้องกันการใช้ภาพลักษณ์วิชาชีพสนับสนุนการขาย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบแนวโน้มที่แพทย์ รับบทรีวิวหรือโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ข้อมูลจากแพทยสภาเผยว่า เรื่องร้องเรียนตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างปี 2567 ร้องเรียนสูงถึง 476 เรื่อง
ทั้งนี้ ตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 กำหนดชัดว่า แพทย์ต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งทางวิชาชีพ เช่น “นายแพทย์” หรือ “แพทย์หญิง” เพื่อโฆษณาสินค้าในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือทำให้ประชาชนรับรู้ว่าตนเป็นแพทย์เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า นอกจากนี้ หากมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลิตภัณฑ์ใด ต้องเปิดเผยความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างโปร่งใส เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ
ต่อมา ข้อบังคับแพทยสภาฯ พ.ศ. 2565 ข้อ 20 ย้ำเพิ่มเติมว่า แพทย์ห้ามโฆษณา จ้าง หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาการประกอบวิชาชีพของตน โดยใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จ โอ้อวดเกินจริง หรือวิธีการใดที่จูงใจให้เกิดประโยชน์โดยไม่ถูกต้อง
ไม่ใช่แค่แพทย์ที่ไม่ควรโฆษณาอาหารเสริมเกินจริง
ในมิติทางกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะแพทย์เท่านั้นที่ต้องระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นเภสัชกร ทันตแพทย์ บุคคลมีชื่อเสียง หรืออินฟลูเอนเซอร์ หากโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกินจริง ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 ที่ห้ามโฆษณาคุณประโยชน์หรือสรรพคุณอันเป็นเท็จหรือหลอกลวง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 70
ขณะเดียวกัน ยังอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 22 และ 47 ซึ่งห้ามโฆษณาด้วยข้อความเท็จ เกินจริง หรือทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้าและบริการ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากกระทำซ้ำ โทษจะเพิ่มขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ในประเด็นนี้ ภก.ภาณุโชติ ทองยัง อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้การที่แพทย์หรือเภสัชกรออกมาให้ข้อมูลด้านสุขภาพต่อสาธารณะจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหมู่ผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะเมื่อการสื่อสารนั้นเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง
เมื่อความน่าเชื่อถือถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการค้า
ภก.ภาณุโชติ อธิบายว่า บทบาทที่แท้จริงของแพทย์คือการให้คำแนะนำทางการแพทย์อย่างเป็นกลาง บนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์และวิทยาศาสตร์ มิใช่การใช้ความน่าเชื่อถือที่สั่งสมจากวิชาชีพมาเป็นเครื่องมือทางการตลาด เพราะเมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ย่อมเกิดภาวะ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (Conflict of Interest) ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน และอาจนำไปสู่ผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ที่หลงเชื่อข้อมูลโดยไม่รอบคอบ
ในทำนองเดียวกัน แม้เภสัชกรจะมีสิทธิประกอบวิชาชีพ เปิดร้านขายยา และให้ข้อมูลทางวิชาการได้ แต่ไม่ควรใช้สถานะของตนเพื่อรับรองหรือการันตีว่าสินค้าใด “จำเป็นต้องใช้” หรือ “ดีที่สุด” เพราะจะทำให้เจตนาของการให้คำแนะนำด้านสุขภาพถูกบิดเบือนจากความเป็นกลางไปสู่ผลประโยชน์ทางการค้า
“เพราะเมื่อเป็นบุคลากรทางการแพทย์พูด คนส่วนใหญ่พร้อมจะเชื่อถือมากกว่า หากผู้พูดเป็นแพทย์ ผู้บริโภคก็มักจะโน้มเอียงไปเลือกสินค้านั้นก่อน จึงต้องมีคำว่า จรรยาบรรณ มากำกับ เพราะบุคลากรทางการแพทย์มีความได้เปรียบในสังคมมากกว่าคนทั่วไป” ภก.ภาณุโชติ กล่าว
หน้าที่สำคัญของแพทย์คือการดูแลสุขภาพประชาชน ไม่ใช่การทำการตลาดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน การออกมารีวิวหรือโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพในเชิงพาณิชย์ จึงอาจเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างร้ายแรง ถึงขั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ เพราะบทบาทของแพทย์ต้องตั้งอยู่บนความเป็นกลางและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การสร้างรายได้จากความไว้วางใจของผู้ป่วย
อินฟลูเอนเซอร์กับการโฆษณาเกินจริง
ขณะเดียวกัน ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น กรณีอินฟลูเอนเซอร์โฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกินจริง ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในยุคที่ผู้มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์มีอิทธิพลสูงต่อพฤติกรรมผู้บริโภค การอ้างสรรพคุณว่าสามารถรักษาโรค เสริมภูมิคุ้มกัน หรือลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องปรึกษาแพทย์ อาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อและใช้ผลิตภัณฑ์โดยไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงที่แท้จริง
สภาผู้บริโภคจึงได้ผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติอาหาร (ฉบับที่…) นอกจากเป็นความพยายามในการ “ยกเครื่อง” กฎหมายอาหารที่ใช้งานมานานกว่า 45 ปี ยังจะเป็นการปรับกฎหมายให้ทันกับบริบทสื่อในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาช่องโหว่เรื่องการโฆษณาในโลกออนไลน์ ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมถึงกรอบกติกาของผู้รีวิวสินค้าในโลกโซเชียล
ภก.ภาณุโชติ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะเข้มงวดขึ้น โดยครอบคลุมบุคคลทุกกลุ่มที่มีบทบาทในการโฆษณาอาหาร ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงผู้รีวิวและพรีเซนเตอร์ที่ร่วมโฆษณาสินค้า หากพบว่าเนื้อหาการโฆษณาเข้าข่ายหลอกลวงหรือโอ้อวดเกินจริง จะมีบทลงโทษทั้งจำและปรับ
“กฎหมายเดิมเขียนขึ้นในยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีโซเชียลมีเดีย ไม่มีคำว่าอินฟลูเอนเซอร์ด้วยซ้ำ วันนี้เราจึงจำเป็นต้องเพิ่มคำนิยาม เช่น สื่อโฆษณา ให้ครอบคลุมถึงสื่อดิจิทัล และ ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร ให้รวมถึงผู้รีวิว ผู้โฆษณา” ภก.ภาณุโชติ กล่าว



