Ribbon

กับดัก สายสื่อสาร แค่ลมพัดผ่าน เป็นภัยถึงชีวิต

กับดักสายสื่อสาร แค่ลมพัดผ่าน เป็นภัยถึงชีวิต

เย็นวันธรรมดาที่ควรจะเป็นเพียงการเดินทางไปทำธุระสั้น ๆ ของคุณอุ้ย แต่มันกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตที่เธอไม่มีวันลืม เมื่อถนนเส้นที่คุ้นเคย กลับมีกับดักสายสื่อสารที่มองไม่เห็นรออยู่

เย็นวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปห้างโลตัส จู่ ๆ สายสื่อสาร ที่ห้อยระโยงระยางอยู่ข้างทาง ถูกลมพัดสะบัดเข้ามาพันที่ล้อรถอย่างจัง รถจักรยานยนต์ระบบเบรกเอบีเอส (ABS) ของเธอทำงานโดยอัตโนมัติทันทีเพื่อหยุดล้อที่ถูกพันเข้ากับสายไฟ แม้ว่าจะไม่ได้ขับขี่มาด้วยความเร็วสูงก็ตาม และนั่นทำให้ร่างของเธอล้มและไถลไปกับพื้นถนนอย่างรุนแรง

“อุบัติเหตุในวันนั้น หนูเจ็บหนักมาก ล้มแรงจนเดินไม่ได้ไปเป็นเดือน” เธอเล่าย้อนด้วยน้ำเสียงที่ยังสะท้อนความเจ็บปวด

อุบัติเหตุครั้งนั้น ได้สร้างบาดแผลตามร่างกาย ทั้งที่ใบหน้าและที่ขาอย่างรุนแรง ถึงขั้นที่เธอต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านนานกว่า 1 เดือน ในช่วง 3–4 วันแรกไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ขาข้างหนึ่งตึงจนขยับลำบาก ถึงขั้นต้องใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ เพราะแม้แต่การลุกไปห้องน้ำก็เป็นเรื่องเกินกำลัง

การเยียวยาที่หยุดชะงัก จนมาพบสภาผู้บริโภค

แม้จะเกิดอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่หนทางสู่การได้รับการเยียวยากลับไม่ใช่ง่ายอย่างที่คิด ในช่วงแรกของการดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถระบุได้ว่าสายสื่อสารเจ้าปัญหานั้นเป็นของใคร ทำให้การสืบหาตัวผู้รับผิดชอบหยุดชะงักและไม่มีการดำเนินการใดๆ เกิดขึ้น

จนกระทั่ง มีคนแนะนำให้เธอเข้ามาร้องเรียนที่ หน่วยงานประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สภาผู้บริโภค การประสานงานและติดตามเรื่องจึงเริ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง จนในที่สุดก็สามารถระบุตัวเจ้าของสายสื่อสารและเข้าสู่กระบวนการเจรจาเยียวยาได้สำเร็จ

ค่าชดเชยที่ได้รับครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันในช่วงที่เธอช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รวมถึงค่าขาดรายได้ของแฟนที่ต้องหยุดงานมาดูแล ขณะที่บริษัทต้นสังกัดของเธอก็จ่ายค่าชดเชยกรณีลาป่วยตามระเบียบ เพื่อประคองชีวิตในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

บาดแผลที่มองไม่เห็น ความระแวงใต้เงา สายสื่อสาร

แม้จะได้รับการเยียวยาทางการเงิน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เงินไม่อาจซื้อคืนได้ คือความรู้สึกปลอดภัยที่หายไป ทุกวันนี้ แม้ว่าบาดแผลทางกายเริ่มหายดี แต่บาดแผลทางใจยังคงอยู่ ทุกครั้งที่เธอต้องขับรถผ่านบริเวณที่มีสายสื่อสารรกรุงรัง หรือผ่านถนนมืดๆ เธอจะรู้สึกหวาดระแวง เพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุซ้ำอีก

“มันไม่ใช่แค่เส้นนั้นพี่ ตอนมืดๆ หนูจะกลัวสายไฟมาก เพราะบ้านเราสายไฟมันเยอะไปหมด” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความกังวล

ความกลัวที่ไม่ได้เกิดจากจินตนาการ แต่เกิดจากประสบการณ์จริง และยิ่งเจ็บปวด เมื่อชาวบ้านในพื้นที่บอกเธอว่า จุดเกิดเหตุแห่งนั้นมีคนล้มบ่อยครั้ง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จนกระทั่งเกิดเคสหนักๆ อย่างเธอ และมีการประสานงานผ่านสภาผู้บริโภค หน่วยงานจึงตื่นตัวมาไล่เก็บสายในจุดนั้น แต่ในจุดอื่นยังคงปล่อยให้สายสื่อสารรกรุงรังอยู่เช่นเดิม

เธอยังคงตั้งข้อสังเกตด้วยความกังวลว่า “ในเส้นทางอื่นๆ ทั่วทั้งจังหวัด ยังคงมีสายสื่อสารห้อยระโยงระยางรกรุงรังอยู่เต็มไปปหมด” หากไม่มีการจัดระเบียบในภาพรวมและปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ถนนสายอื่นๆ ก็ยังคงเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันทำร้ายผู้บริโภครายต่อไป โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าโชคร้ายนั้นจะตกอยู่ที่ใคร

“ทำไมต้องรอให้เกิดเหตุก่อนถึงจะมาแก้ มาตรฐานความปลอดภัยอยู่ที่ไหน เพราะในขณะที่พวกคุณปล่อยวางความรับผิดชอบ ยังมีคนจำนวนไม่น้อยต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงบนถนนทุกวินาที” เธอกล่าวทิ้งท้าย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง