Ribbon

หนึ่งปีของรอยร้าว เมื่อ แผ่นดินไหว จบ แต่ภาระผู้บริโภคยังไม่จบ

หนึ่งปีของรอยร้าว เมื่อแผ่นดินไหวจบ แต่ภาระผู้บริโภคยังไม่จบ

“บี” หนึ่งในผู้เสียหายที่ต้องเผชิญกับผลกระทบดังกล่าว

ในวันเกิดเหตุ เธอกำลังทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ ได้แต่ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของคอนโดผ่านโทรศัพท์มือถือ สถานการณ์ที่รายงานเข้ามาทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะกลับไปดูห้องของตัวเองในทันที เนื่องจากห้องของเธออยู่ชั้น 10 วันนั้นเธอเลือกกลับไปพักที่บ้าน และใช้ชีวิตอยู่นอกคอนโดนานถึง 1 เดือน

กระทั่งลูกบ้านเริ่มรวมตัวกันว่าจ้างช่างเข้ามาประเมินความเสียหาย เธอจึงตัดสินใจกลับไปดูห้องของตัวเองอีกครั้ง ภาพที่เห็นคือรอยร้าวยาวบนผนัง ลากจากเพดานถึงพื้นห้อง แม้ฝ้าเพดานจะไม่ถล่มลงมา แต่ความเสียหายก็ชัดเจนเกินกว่าจะมองข้าม ค่าซ่อมแซมทั้งหมดถูกประเมินไว้ที่ประมาณ 56,000 บาท

ในฐานะผู้บริโภค บีมีประกันอยู่ 2 ส่วน ประกันส่วนตัว และประกันที่ทำผ่านนิติบุคคลคอนโด การเคลมประกันส่วนตัวเป็นไปอย่างราบรื่น บริษัทประกันเป็นฝ่ายติดต่อมาเอง เสนอค่าสินไหมเบื้องต้น 30,000 บาท ก่อนที่เธอจะเจรจาต่อรองจนได้ 40,000 บาท และใช้เวลาเพียงประมาณ 1 เดือน เงินก็ถูกโอนเข้าบัญชี

แต่เรื่องราวกลับไม่ง่ายเช่นนั้นกับประกันของคอนโด อีก 16,000 บาทที่เหลือ กลายเป็นภาระที่เธอต้องควักจ่ายไปก่อน เพื่อให้สามารถซ่อมห้องและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ขณะที่กระบวนการเคลมประกันกลับยืดเยื้อยาวนานเกือบ 1 ปี

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ความล่าช้า” แต่คือ “ความเงียบ” และ “ความไม่ชัดเจน” การสื่อสารระหว่างนิติบุคคลคอนโดกับบริษัทประกันเต็มไปด้วยรอยต่อที่ขาดหาย บางครั้งอ้างว่าไม่ได้รับอีเมล บางครั้งเอกสารสูญหาย และที่สำคัญ ลูกบ้านอย่างเธอไม่เคยได้รับการอัปเดตสถานะอย่างเป็นระบบ ต้องคอยโทรศัพท์ติดตามเรื่องด้วยตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า

เวลาผ่านไปจนถึงปลายเดือนธันวาคม 2568 ทุกอย่างยังคงเงียบ คำแนะนำที่เธอได้รับจากนิติบุคคล คือให้ไปยื่นร้องเรียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพราะมีลูกบ้านรายอื่นที่ทำเช่นนั้นและได้รับเงินแล้ว นั่นทำให้เธอตัดสินใจยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของ คปภ.

หลังจากนั้น สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ระบบมีการอัปเดตสถานะอย่างต่อเนื่อง มีการนัดไกล่เกลี่ย และไม่นานหลังจากนั้น บริษัทประกันก็รีบติดต่อกลับมาเพื่อสรุปเรื่องโดยเร็ว

ท้ายที่สุด บีได้รับเงินเยียวยาส่วนที่เหลือจำนวน 16,000 บาท เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เกือบครบ 1 ปีพอดีหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว

ในขณะเดียวกัน เธอก็ได้ยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐควบคู่กันไป แต่ประสบการณ์กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ขั้นตอนการยื่นเรื่องเต็มไปด้วยความยุ่งยาก ผู้เสียหายต้องเขียนรายละเอียดเหตุการณ์ด้วยลายมือลงบนกระดาษ ต้องพิมพ์เอกสารและรูปถ่ายหลักฐานทั้งหมดออกมาแนบเป็นชุด ก่อนนำไปยื่นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

และหลังจากนั้นก็ เงียบกริบ ไม่มีการติดต่อกลับ ไม่มีการอัปเดตสถานะใด ๆ แม้จะมีลูกบ้านยื่นเรื่องรวมกันนับร้อยครัวเรือน เรื่องราวก็ยังคงไร้ความเคลื่อนไหว จนผู้เสียหายหลายคนแทบจะลืมไปแล้วว่าเคยยื่นเรื่องนี้ไว้

เรื่องของบี สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า สำหรับผู้บริโภค ความเสียหายจากภัยพิบัติไม่ได้จบลงที่เหตุการณ์ แต่ยืดเยื้อไปในกระบวนการเรียกร้องสิทธิ ที่เต็มไปด้วยอุปสรรค บางระบบทำให้เรื่องเดินหน้า บางระบบกลับทำให้เรื่องหายไป และในระหว่างนั้น ผู้บริโภคคือคนที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้ก่อนเสมอ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง