
ราคา น้ำมันขึ้น 6 บาท ลามห่วงโซ่เศรษฐกิจฐานราก ร้านค้ารายย่อย วินมอเตอร์ไซค์แบกต้นทุนพุ่ง ประหยัดไม่ไหว รายได้หด สะท้อนวิกฤตค่าครองชีพที่คนตัวเล็กกำลังเผชิญ
ต้นทุนขึ้น แต่ราคาขายขยับไม่ได้
เสียงแรกเริ่มจากหน้าร้านค้าเล็ก ๆ ในตลาด เจ้าของร้านขายของชำคนหนึ่งเล่าว่า ตั้งแต่ราคาน้ำมันปรับขึ้นถึง 6 บาท ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ปั๊ม แต่มันไหลต่อเนื่องมาถึงหน้าร้านของเขาโดยตรง
“ของที่มาส่งก็แพงขึ้น ค่าส่งก็เพิ่ม น้ำมันก็เพิ่ม แต่ราคาขายเรายังต้องแบกไว้เหมือนเดิม” เจ้าของร้านชำโอด
ต้นทุนเพิ่มขึ้นแทบทุกทาง ตั้งแต่ถุงพลาสติกที่เคยซื้อในราคาหนึ่ง วันนี้แพงขึ้นกิโลกรัมละเกือบ 20 บาท ไปจนถึงสินค้าที่โรงงานทยอยปรับราคา แต่ร้านเล็ก ๆ กลับไม่สามารถขยับราคาตามได้ เพราะติดข้อจำกัดของสินค้าควบคุม
“เขาขึ้นราคามาหาเรา แต่เราขึ้นราคาหาลูกค้าไม่ได้” เขาพูดเรียบ ๆ แต่สะท้อนความอึดอัดอย่างชัดเจน
จากสินค้าชิ้นละ 50 บาท ที่เคยบวกกำไรเล็กน้อยขายที่ 55 บาท เมื่อราคาส่งขยับเป็น 52 บาท เขาก็ยังต้องขาย 55 บาทเท่าเดิม กำไรที่เคยน้อยอยู่แล้ว ยิ่งถูกบีบให้น้อยลงไปอีก
ขณะเดียวกัน สินค้าจำเป็นอย่างไข่ไก่ก็ปรับขึ้นจากต้นทาง แต่ร้านค้ากลับไม่สามารถขยับราคาได้ เนื่องจากยังอยู่ในรายการสินค้าควบคุม หากปรับขึ้นก็เสี่ยงต่อการถูกร้องเรียน สถานการณ์นี้ทำให้ร้านค้ารายย่อยกลายเป็นกันชน รับแรงกระแทกของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่ก็เป็นเพียงปลายทางของห่วงโซ่ ไม่ใช่ผู้กำหนดราคา และยังต้องพยายามประคับประคองร้านให้อยู่รอดท่ามกลางต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น
จากยอดขายหลักหมื่น เหลือหลักพัน
ในอีกมุมหนึ่ง แม่ค้าผลไม้ซึ่งเคยเผชิญยอดขายที่ชะลอตัวอยู่แล้ว ต้องมาเผชิญภาระซ้ำจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าเช่าพื้นที่ขายของ ค่าจ้างแรงงาน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้รายได้ที่เคยอยู่ในระดับหลักหมื่นต่อวันลดลงเหลือเพียงหลักพัน
ขณะที่การใช้ชีวิตต้องรัดเข็มขัดอย่างถึงที่สุดจนแทบไม่มีพื้นที่ให้ประหยัดอีกต่อไป แม้กระทั่งการบริโภคอาหารยังต้องลดจำนวนมื้อลง สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่กระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย
“มาบอกให้ประหยัด ตอนนี้รัดจนเอวจะขาดแล้ว ประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดยังไง จะกินอะไรก็ต้องคิด ทุกวันนี้ต้องลดเหลือกินวันละ 2 มื้อ” แม่ค้ารายย่อยกล่าว
ความกังวลต่ออนาคตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะแม้จะยังคงยืนหยัดขายของต่อไป แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถประคองตัวได้นานเพียงใด แต่เหตุผลสำคัญที่เธอยังคงอยู่ได้ คือภาระของครอบครัวและลูกหลานที่ต้องดูแล ทำให้แม้จะเหนื่อยล้าเพียงใด ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทนและสู้ต่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน
น้ำมันขึ้น เติมเท่าเดิม แต่ได้น้อยลง
ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานหาเช้ากินค่ำอย่างวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างและผู้ให้บริการส่งอาหาร ต่างเผชิญสถานการณ์ไม่ต่างกัน ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายรายวันสูงขึ้นทันที โดยวินมอเตอร์ไซค์ที่เคยเติมน้ำมันในจำนวนเงินเท่าเดิมแต่ได้ปริมาณลดลง ต้องเติมบ่อยขึ้น ส่งผลให้รายได้สุทธิลดลงจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
“เมื่อก่อนเติม 80 บาทก็เต็มถัง ตอนนี้เติมเท่าเดิม แต่ได้น้ำมันน้อยลง ต้องเติมบ่อยขึ้น”
รายได้ที่เคยได้วันละ 500 บาท วันนี้เหลือเพียงประมาณ 300 บาท หลังหักค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ตัวเขาเองไม่ได้มีเงินเดือน ไม่มีรายได้ประจำ รายได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสารในแต่ละวัน ลูกค้ามีก็มีเงิน ลูกค้าไม่มีก็ไม่มี ทางเลือกอย่างการเปลี่ยนไปใช้พลังงานอื่นก็ไม่ง่าย จะใช้รถไฟฟ้าก็ต้องมีเงินลงทุนก้อนใหม่ จะติดแก๊สก็ไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับรถจักรยานยนต์ สุดท้ายจึงเหลือเพียงทางเดียว “ทน”
เช่นเดียวกับผู้ให้บริการส่งอาหารที่ต้องเพิ่มงบค่าน้ำมันจากวันละ 150 บาท เป็น 200 บาท ซึ่งกระทบโดยตรงต่อรายได้ที่ใช้เลี้ยงดูครอบครัว เพราะส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่มันคือค่าใช้จ่ายที่แย่งไปจากเงินที่ควรจะเป็นค่าเลี้ยงดูครอบครัว
“เห็นข่าว น้ำมันขึ้น แล้วตกใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องทำงานต่อ” คำพูดเรียบง่าย แต่สะท้อนความจริงของแรงงานจำนวนมาก ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีทางเลือกมากนัก
ไม่ใช่เพียงคนขาย แต่เขาก็เป็นผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง คนเหล่านี้ไม่ใช่เพียงผู้ขาย แต่ยังเป็นผู้บริโภค เช่นเดียวกับคนทั่วไป รายได้ที่ลดลงจากการแบกรับต้นทุน กลับต้องนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันท่ามกลางราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าน้ำมัน หรือค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
วิกฤตราคาน้ำมันจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของต้นทุนทางธุรกิจ แต่เป็นแรงกดดันที่ซ้ำเติมชีวิตของคนตัวเล็กทั้งระบบ ทั้งในมิติของรายได้ที่ลดลง และรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่หลายคนแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแบกรับภาระเหล่านี้ต่อไป
ในขณะที่นโยบายการตรึงราคาสินค้าบางประเภทอาจช่วยชะลอภาระของผู้บริโภคปลายทาง แต่กลับไม่มีมาตรการรองรับผู้ค้าคนกลางอย่างเพียงพอ ทำให้ภาระต้นทุนถูกผลักลงสู่กลุ่มที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด และยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

