
เงินเฟ้อทางการแพทย์พุ่ง สัญญาณเตือนค่ารักษาเอกชนแพงไม่หยุด สศช.เสนอ “คุมเพดาน ราคายา ” ด้านสภาผู้บริโภคชี้ต้นทุนหนักที่ค่าธรรมเนียมแพทย์ เกือบครึ่งของค่ารักษา พร้อมดัน “ราคากลางต่อโรค” ให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพในราคาที่เป็นธรรม
ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกำลังกลายเป็นภาระที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นแนวโน้มทั่วโลก ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า อัตรา “เงินเฟ้อทางการแพทย์” หรือการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2569 ทั่วโลก อยู่ที่ 10.3% ประเทศไทย อยู่ที่ 10.8 % สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ถึงกว่า 15 เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนต้นทุนการรักษา ราคายา ที่กำลังไต่ระดับ และอาจส่งผลต่อเบี้ยประกันสุขภาพ ค่าใช้จ่ายส่วนต่าง รวมถึงภาระของประชาชนที่ต้องจ่ายเองมากขึ้น
เทคโนโลยีล้ำ–รพ.รัฐรองรับไม่ไหว ดันผู้ป่วยไหลสู่เอกชน
เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อทางการแพทย์สูงขึ้น มีสาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนด้านสุขภาพ โดยเฉพาะจากบริษัทประกันถึง 74% เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ที่มีราคาสูง ขณะที่อีก 52% จากข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขภาครัฐ ทั้งความแออัดของเตียงผู้ป่วยและระยะเวลารอคอยการรักษาที่นานขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อบางส่วนตัดสินใจหันไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน แม้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า
เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว เลขาธิการ สศช. เสนอให้ภาครัฐกำกับดูแล ราคายา และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในโรงพยาบาลเอกชน กำหนดให้มีการเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนที่สามารถเปรียบเทียบได้ จัดทำราคามาตรฐานอ้างอิงภายในประเทศ และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการสุขภาพเพื่อลดต้นทุนดำเนินงาน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรักษา สอบถามถึงทางเลือก ผลดี และผลเสียของการรักษา เพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาเกินความจำเป็น
ราคายา 5% แต่ค่าธรรมเนียมแพทย์เกือบครึ่ง
สอดคล้องกับแนวคิดของสภาผู้บริโภคที่สนับสนุนนโยบายการลดค่ารักษา ยาและเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชน แต่อาจแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุดทั้งหมด สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้มี “ค่ายา” เป็นสัดส่วนหลักอย่างที่สังคมเข้าใจ หากแต่ค่าธรรมเนียมแพทย์และค่าบริการทางวิชาชีพต่างหากที่มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 45% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือเกือบครึ่งหนึ่งของค่ารักษาพยาบาล ขณะที่ค่ายามีสัดส่วนเพียงราว 5% เท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าห้องพักและวัสดุทางการแพทย์ที่ตั้งราคาในระดับสูง บางแห่งคิดค่าห้องพักสูงถึงคืนละ 12,000 บาท ซึ่งสูงกว่าโรงแรมระดับห้าดาว แม้รูปแบบบริการจะไม่ได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
“ราคากลางต่อโรค” สร้างมาตรฐานเปรียบเทียบ
สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้มีการกำหนด “ราคากลางต่อโรค” เพื่อสร้างเกณฑ์อ้างอิงให้ประชาชนสามารถประเมินได้ว่าค่ารักษาที่ถูกเรียกเก็บนั้นเหมาะสมหรือไม่ อีกทั้งที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายของระบบบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ไม่เคยถูกนำมาเปรียบเทียบกับอัตราค่ารักษาของโรงพยาบาลเอกชนอย่างเป็นระบบ การมีราคากลางจะช่วยสร้างมาตรฐานและเพิ่มความโปร่งใสในระบบสุขภาพ นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทุกภาคส่วน รวมถึงผู้แทนผู้บริโภค มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงภาคเอกชนหรือสมาคมโรงพยาบาลเท่านั้น
ในระดับกลไกการทำงาน สภาผู้บริโภคยังเคยเสนอให้ คณะกรรมการว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ออกประกาศควบคุมราคาที่ครอบคลุมทั้งราคาซื้อ ราคาจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ หรือกำหนดอัตรากำไรสูงสุดต่อหน่วย แทนการให้เพียงแจ้งราคา รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนผู้บริโภคเข้าเป็นกรรมการ เพื่อสร้างดุลยภาพในการกำหนดมาตรการ
“การควบคุมให้ค่าธรรมเนียมแพทย์มีความสมเหตุผลและไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายต่อประชาชนมากจนเกินควร น่าจะเป็นก้าวแรกของการควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อลดปัญหาค่ารักษาพยาบาลแพงได้ในภาพรวม” สารีกล่าว
ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่มีแนวโน้มกำลังไต่ระดับขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าค่ารักษาจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด แต่คือรัฐจะออกแบบระบบกำกับดูแลอย่างไรให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม เพราะในท้ายที่สุด สุขภาพไม่ควรกลายเป็นภาระที่เกินกำลังของใครคนหนึ่งในสังคม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ไม่แก้ที่ต้นตอ ค่ารักษาไร้เพดาน ผลักผู้ป่วยสู่ “ร่วมจ่าย”
- แพงสุดในบิล รพ.ไม่ใช่ยา แต่คือ “ ค่ารักษา – บริการ ” เสนอคุม “ราคากลางต่อโรค”
- เชียร์รัฐ คุมค่ายา กำหนดเพดานค่ารักษา
- สภาผู้บริโภคชี้รัฐละเลยคุมราคา เกิดปัญหา รพ.เอกชน คิดค่ารักษาตามใจ
- สภาผู้บริโภค-กมธ.อุตสาหกรรม ยื่นแก้กฎหมายสถานพยาบาล ลดปัญหาค่ารักษาพุ่ง



