ผู้บริโภคจี้ “ชัชชาติ” ล้มแผนขึ้นราคารถไฟฟ้า 59 บาท ซ้ำเติมผู้โดยสาร

เครือข่ายผู้บริโภค กทม. สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) ผิดหวัง หลัง “ชัชชาติ” เคาะราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า 59 บาท ไม่ฟังเสียงผู้บริโภคในช่วงวิกฤตค่าครองชีพ เสนอราคา 44 บาทตลอดสาย ในช่วงที่ยังไม่หมดอายุสัมปทานปี 2572 และ ราคา 25 บาทตลอดสายหลังหมดสัมปทาน เรียกร้องยกเลิกแผนระยะสั้นในการกำหนดราคารถไฟฟ้า 59 บาท เปิดรับฟังทุกฝ่ายก่อนเคาะราคาค่าโดยสาร พร้อมเปิดสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าต่อสาธารณะ

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการ สอบ. ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดเพดานค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวราคา 59 บาทของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และคาดหวังกับผู้ว่าฯ กทม. ในการทำให้ราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าถูกลงจนทำให้ผู้บริโภคทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากที่ผ่านมา ชัชชาติ เคยระบุในงานเสวนาของ สอบ. เวทีว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. กับการต่อสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า ไม่ควรต่อสัญญาสัมปทานสายสีเขียว และเห็นว่าการกำหนดราคาค่าโดยสาร 25 – 30 บาท มีความเป็นไปได้

ดังนั้น การกำหนดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าตลอดสาย 59 บาทจึงสร้างความผิดหวังให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าโดยสารในภาวะที่น้ำมันราคาแพง และค่าครองชีพเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องแบกรับค่าโดยสารในการเดินทางไปกลับมากถึง 118 บาท ซึ่งเท่ากับเกือบร้อยละ 36 ของรายได้ขั้นต่ำ ถือว่าเป็นราคาที่สูงมากสำหรับผู้บริโภค

จึงเรียกร้องให้ผู้ว่าฯ กทม. ยกเลิกมาตรการระยะสั้น หาทางออกในการแก้ไขปัญหาราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวระยาว โดยก่อนจะกำหนดราคาใหม่ควรจะเปิดรับฟังความคิดเห็นผู้บริโภคและหน่วยงานที่ไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอในเรื่องราคาดังกล่าว

“เรามีความหวังกับผู้ว่าฯ กทม.ในการแก้ไขปัญหาเรื่องราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว แต่ไม่อยากให้ผู้ว่าฯ มาเพิ่มปัญหาใหม่ โดยหากผู้ว่าฯ กทม. กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ไม่มองว่ารถไฟฟ้าเป็นขนส่งสาธารณะ จะทำให้การกำหนดราคาค่าโดยสารผิดพลาดไปด้วยการไม่คำนึงถึงค่าโดยสารที่ผู้บริโภคยอมรับได้” สารีกล่าว

สารี กล่าวด้วยว่า เห็นด้วยการเก็บราคาค่าโดยสารส่วนต่อขยาย “คูคต-สะพานใหม่-หมอชิต” แต่ราคาค่าโดยสารตลอดสายไม่ควรเกิน 44 บาท เพราะราคาดังกล่าวไม่ได้ไปรอนสิทธิในสัญญาสัมปทานที่ยังไม่หมดอายุในปี 2572 และเป็นราคาที่สอดคล้องกับอัตราสูงสุดของรถไฟฟ้าสีต่าง ๆ ในปัจจุบัน ที่กำหนดราคาสูงสุดไม่เกิน 42 บาท ส่วนหลังหมดอายุสัมปทานในปี 2572 สามารถกำหนดราคาค่าโดยสาร 25 บาทตลอดสายได้

ทั้งนี้ ราคาค่าโดยสาร 25 บาทสามารถทำได้จริงจากข้อมูลวิชาการของ สอบ. โดยการคำนวณราคาค่าโดยสาร จากข้อมูลต้นทุนค่าใช้จ่ายการเดินรถของกรมการขนส่งทางราง ที่กำหนดราคา 49.83 บาท แต่ สอบ.คำนวณค่าโดยสารจากรายได้ที่ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 50 และใช้ตัวเลขต้นทุนเท่าเดิม ยังพบว่า กทม. มีกำไรจากรถไฟฟ้าได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากการทำงานของนักวิชาการ พบว่าต้นทุนการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวอยู่ที่ 13 – 19 บาทต่อคนต่อเที่ยว ดังนั้น หากรถไฟฟ้าสายสีเขียวไม่มีต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานแล้วจะสามารถกำหนดราคาได้ในราคา 25 บาท

“เราขอเรียกร้องให้ผู้ว่าฯ กทม. ยกเลิกการแก้ไขปัญหาระยะสั้น และเราพร้อมที่จะไปหารือ เพื่อหาทางออกในเรื่องของการกำหนดราคา เพื่อความเหมาะสมกับผู้บริโภคกับผู้ว่าฯ กทม. เพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์สูงสุด”


ผู้บริโภค หมดหวังขึ้นค่ารถไฟฟ้าซ้ำเติมค่าใช้จ่าย

ด้านกชนุช แสงแถลง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า รู้สึกตกใจหลังจากทราบว่า ผู้ว่า กทม.ฯ เคาะราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว 59 บาท เพราะที่ผ่านมามูลนิธิฯ ได้ผลักดัน และติดตามการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวตั้งแต่ปี 2564 ที่กรุงเทพมหานครจะขึ้นราคาค่ารถไฟฟ้า 104 บาท

ที่ผ่านมา มีการไปยื่นจดหมายชะลอปรับขึ้นราคาค่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวจนสามารถหยุดราคา 104 บาทได้ จากนั้นจึงเฝ้าระวังเรื่องการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารมาอย่างต่อเนื่อง  

ดังนั้น จึงรับไม่ได้กับการปรับราคาค่าโดยสาร 59 บาท เพราะเราคาดหวังกับกับผู้ว่าฯ กทม. ที่จะทำให้ราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าถูกลง เนื่องจากขณะนี้มีค่าครองชีพในไทยและปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ยังมีความหวังว่าผู้ว่าฯ กทม. จะทบทวนและอย่าเพิ่งขึ้นราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า และหามาตรการในการส่งเสริมคนใช้รถสาธารณะมากขึ้น

ขณะที่วรวรรณ ทัพกระจาย ตัวแทนผู้บริโภคกรุงเทพฯ บอกว่า ขณะนี้เศรษฐกิจมีความย่ำแย่อยู่แล้ว ค่าครองชีพเพิ่มมากขึ้น รายได้กับรายจ่ายไม่สมดุลกัน และต้องการให้ผู้ว่าฯ กทม. รับฟังเสียงสะท้อนของผู้บริโภคที่ต้องต่อสู้กับเศรษฐกิจ และมีความคิดเห็นว่าการกำหนดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า 59 บาท ยังแพงเกินไปสำหรับคนรายได้น้อย

“บ้านดิฉันอยู่พุทธมณฑลสาย 3 ต้องเดินทางเข้าเมือง ต้องนั่งวินมอเตอร์ไซค์เพื่อไปต่อรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือถ้าไม่ได้นั่งวินฯ ก็ไปนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งเมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการเดินทางแล้วก็มากกว่า 100 บาทต่อเที่ยว เดินทางไปกลับเกือบ 200 บาท อยากให้ฟังเสียงผู้บริโภคอย่างเรา และฝากความหวังกับผู้ว่าฯ กทม. ช่วยทบทวนราคาค่าโดยสารที่จะปรับเพิ่ม เพราะตอนนี้ต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงมากอยู่แล้ว” วรวรรณ กล่าว

ด้านสมชาย กระจ่างแสง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าวว่า ไม่อยากให้มองว่ารถไฟฟ้าเป็นเพียงทางเลือกของการเดินทาง แต่ให้มองเป็นขนส่งสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพราะคิดว่ารถไฟฟ้าสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ เช่นเดียวกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยทำให้ราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าถูกลงเพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยสามารถขึ้นได้  ดังนั้น ราคา 59 บาทก็ยังแพงเกินไป แต่ในอนาคตต้องการให้การบริการรถสาธารณะเป็นรัฐสวัสดิการทำให้ราคาถูก หรือฟรี  


สอบ. จี้ชัชชาติเลิกแผนระยะสั้นขึ้นค่าโดยสาร

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของ สอบ.เสนอให้กำหนด ราคาที่เหมาะสมกับค่าครองชีพและทำให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มรายได้สามารถใช้บริการได้ โดย 

1) ระหว่างที่ยังไม่หมดสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับบริษัท บีทีเอสในปี 2572 ควรกำหนดราคาค่าโดยสารไม่เกิน 44 บาท รวมส่วนต่อขยายจากหมอชิต – คูคต และอ่อนนุช – เคหะสมุทรปราการ ซึ่งสอดคล้องกับอัตราสูงสุดของรถไฟฟ้าสีต่าง ๆ ในปัจจุบัน ที่กำหนดราคาสูงสุดไม่เกิน 42 บาท และราคาดังกล่าวเป็นไปตามสิทธิของสัญญาสัมปทานของบริษัท บีทีเอส  

2) เพื่อความโปร่งใส สอบ. เสนอให้ผู้ว่าฯกทม. พิจารณาราคาค่าโดยสารที่เป็นธรรมกับผู้บริโภคในราคา 44 บาทก่อนหมดสัมปทานปี 2572 และราคา 25 บาทตลอดสายหลังจากหมดอายุสัมปทาน ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสมที่ประชาชนทุกคนใช้รถไฟฟ้าได้ทุกวัน

3) สอบ.ต้องการเรียกร้องให้ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยสัญญาสัมปทานและสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวเพื่อประชาชนรับรู้ และร่วมกันหาทางออก เพื่อสามารถกำหนดราคาค่าโดยสารที่เป็นธรรมกับผู้บริโภคอย่างแท้จริง