
แก้วชานมที่คุ้นเคย อาจไม่หวานเหมือนเดิมอีกต่อไป ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ กรมอนามัยปรับ “หวานปกติ” ให้เหลือ 50% ป้องกันกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) แต่มาตรการนี้จะเข้าถึงทุกคนได้จริงหรือ เมื่อร้านรายย่อยยังอยู่นอกระบบ และอาหารแปรรูปกำลังแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกวัน
ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป คำว่า “หวานปกติ” ในชานมอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อกรมอนามัยเตรียมปรับมาตรฐานเครื่องดื่มชงให้ลดระดับความหวานเริ่มต้นเหลือเพียง 50% ของสูตรเดิม โดยไม่ได้บังคับให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มชาคิดค้นสูตรใหม่ แต่เป็นการนำเอาสูตรหวาน 50% ที่มีอยู่แล้วมาเป็นค่าเริ่มต้นของ “หวานปกติ” เพื่อเป็นทางเลือกของผู้บริโภค
แนวคิดนี้สะท้อนการใช้นโยบายสุขภาพเชิงรุก ผ่านการออกแบบทางเลือกเพื่อค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยให้ลดน้ำตาลลงโดยไม่ต้องฝืนใจ เป้าหมายสำคัญคือการสกัดการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ภัยเงียบที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวันที่มีการบริโภคปริมาณความหวานเกินพอดีเข้าไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชากรในประเทศเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือมะเร็ง การปรับครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการเก็บภาษีความหวานของภาครัฐ
แม้ยังไม่ถึงกำหนดการประกาศของกรมอนามัย แต่ภาคเอกชนรายใหญ่เริ่มขยับตามนโยบายนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นร้านอินทนิล คาเฟ่อเมซอน ออลล์คาเฟ่ และแบล็คแคนยอน ซึ่งมีศักยภาพในการปรับระบบได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ มาตรการนี้จะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนทั้งประเทศได้จริงหรือไม่ ในเมื่อผู้บริโภคจำนวนมากยังซื้อเครื่องดื่มจากร้านรายย่อย รถเข็น และร้านค้าใกล้บ้าน
หากมาตรการไม่สามารถขยายไปสู่ร้านขนาดเล็กได้ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความแตกต่างของรสชาติ แต่คือความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ โดยที่บางกลุ่มเข้าถึงตัวเลือกที่ดีกว่า ขณะที่อีกจำนวนมากยังเผชิญความเสี่ยงในระดับเดิม การดูแลสุขภาพจึงไม่ควรถูกผลักให้เป็นภาระของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว แต่ระบบต้องช่วยทำให้ตัวเลือกที่ดี กลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ครองแชมป์บัตรทอง
สถานการณ์ด้านสุขภาพของไทยสะท้อนความเร่งด่วนของปัญหานี้อย่างชัดเจน ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า “10 อันดับโรคที่คนไทยใช้สิทธิบัตรทองรักษามากที่สุด ปี 2567” พบว่า โรคความดันโลหิตสูงไม่ทราบสาเหตุ ครองอันดับหนึ่งด้วยจำนวนการเข้ารับบริการกว่า 23 ล้านครั้ง รองลงมาคือ โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน มากกว่า 12.8 ล้านครั้ง และภาวะความผิดปกติของระบบเผาผลาญไขมัน อีกกว่า 12.2 ล้านครั้ง ที่น่ากังวลคือ ทั้งสามโรคติดอันดับต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562–2566 สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วคราว แต่กำลังฝังรากลึกในสังคมไทย
แม้การลดความหวานจะถือเป็นก้าวสำคัญ แต่คำถามที่สังคมควรถามต่อคือ มาตรการนี้เพียงพอหรือไม่ที่จะกำลังคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่อาหารแปรรูปขั้นสูงกำลังขยายตัวและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้บริโภค ซึ่งอาหารแปรรูปชั้นสูงเหล่านี้เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของการบริโภคที่ทำให้เกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเช่นกัน
ด้วยปัจจัยหลายด้านที่เปลี่ยนโครงสร้างการกินของสังคมไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ เวลาทำอาหารมีจำกัด ประกอบกับการเติบโตของร้านสะดวกซื้อ และบริการเดลิเวอรี ทำให้อาหารพร้อมทานและเครื่องดื่มสำเร็จรูปกลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์ความสะดวกในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน อาหารเหล่านี้จำนวนไม่น้อยถูกออกแบบให้มีรสหวาน มัน และเค็ม เพื่อความอร่อยและกระตุ้นการบริโภคซ้ำ เมื่อบริโภคต่อเนื่อง ผู้บริโภคอาจได้รับน้ำตาล โซเดียม และไขมันในระดับสูงโดยไม่รู้ตัว ความเสี่ยงจึงไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ สะสมจนเพิ่มโอกาสเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างระบบอาหารที่ทำให้ตัวเลือกที่สะดวก กลายเป็นตัวเลือกหลักของสังคม
อาหารแปรรูปขั้นสูง ภัยเงียบที่กฎหมายยังตามไม่ทัน
ภก.ภาณุโชติ ทองยัง อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค อธิบายว่า หลักฐานทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่าอาหารแปรรูปขั้นสูงส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ความท้าทายอยู่ที่ผลกระทบเหล่านี้มักไม่ปรากฏทันที หากค่อย ๆ สะสมเป็นเวลานานจนพัฒนาเป็นโรคเรื้อรังในอนาคต ขณะที่กฎหมายความปลอดภัยด้านอาหารของไทยยังมุ่งป้องกันอันตรายเฉียบพลัน เช่น อาหารปนเปื้อนหรือเป็นพิษ มากกว่าการรับมือความเสี่ยงจากพฤติกรรมการบริโภคระยะยาว ทำให้การกำกับดูแลอาจยังไม่ทันต่อสถานการณ์สุขภาพที่เปลี่ยนไป
ด้วยเหตุนี้ สภาผู้บริโภคจึงผลักดัน พระราชบัญญัติอาหาร ฉบับสภาผู้บริโภค ให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเน้นแนวคิด “ความรับผิดชอบร่วมกัน” ของทุกฝ่ายในห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้โฆษณา ไปจนถึงผู้จำหน่าย พร้อมกับยกระดับบทบาทภาครัฐในการพัฒนาศักยภาพของประชาชน ผ่านการให้ความรู้ที่นำไปสู่การปรับพฤติกรรมได้จริง ไม่ใช่เพียงการสื่อสารเชิงทฤษฎี
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือการปรับปรุงระบบฉลากอาหารให้เป็นธรรมและเข้าใจง่าย เช่น การพัฒนา “ฉลากสัญญาณไฟจราจร” ให้เด่นชัด ทันสมัย และมองเห็นได้ทันที อาจรวมถึงการเพิ่มคำเตือนหรือขนาดตัวอักษรที่ใหญ่ขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคประเมินความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังควรมีมาตรการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กและทารก ซึ่งได้รับผลกระทบจากอาหารแปรรูปขั้นสูงได้รุนแรงกว่าในระยะยาว
การปรับหวานปกติให้เหลือ 50% จึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ในระบบอาหารไทย แต่การสร้างสังคมที่มีสุขภาพดีไม่อาจพึ่งมาตรการใดมาตรการหนึ่งได้ลำพัง หากต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อออกแบบระบบอาหารที่ยึดสุขภาพของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



