หยุดเส้นทางผูกขาดควบรวบทรู – ดีแทค กสทช. ต้องกล้าหาญ!

ข้อมูลจากเวทีเสวนาย้ำ ภาครัฐต้องใส่ใจและกำกับดูแลการควบรวม ‘ทรู – ดีแทค’ เพื่อนำไปสู่การแข่งขันเสรีในกิจการโทรคมนาคม

รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนเรื่องการควบรวมกิจการของทรู – ดีแทค กลไกกำกับดูแลภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องมีบทบาทชัดเจน ที่ทำให้การควบรวมไม่นำไปสู่การแข่งขันเสรีในกิจการโทรคมนาคม ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ต้องนำข้อมูลของบริษัททรู และดีแทคมาเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อความโปร่งใส และคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ต้องไม่ทำให้สังคมผิดหวังซ้ำซากกับการทำหน้าที่กำหนดกติกาไม่ให้มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐไม่แสดงบทบาทมากเพียงพอ เพื่อประโยชน์สังคมส่วนรวม

เหล่านี้เป็นความคิดเห็นในเวทีเสวนาวิชาการ Consumers Forum EP.2 : “Public Policy & Telecom Mergers: Ramifications on Competition and Consumers Protection : นโยบายสาธารณะกับปัญหาการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ที่สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) จัดเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมาร่วมรับฟัง และแสดงความคิดเห็น ในกรณีการควบรวมกิจการของค่ายมือถือทรู-ดีแทค ที่จะทำให้ผู้ประกอบการค่ายมือถือรายใหญ่ในประเทศไทยลดจาก 3 ราย เหลือเพียง 2 ราย ที่อาจถือว่าเป็นการผูกขาดหรือไม่ และผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 เมื่อกลุ่มเทเลนอร์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ประกาศควบรวมกิจการธุรกิจโทรคมนาคมกับบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรูมูฟ เอช โดยเมื่อควบรวมแล้วจะมีส่วนแบ่งตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยถึงร้อยละ 52 ทำให้เกิดความกังวลว่า การควบรวมกิจการนี้อาจส่งผลต่อผู้บริโภคให้ถูกจำกัดทางเลือกในการใช้งาน และอาจทำให้บริษัทฯ มีอำนาจเหนือตลาด สอบ.จึงได้ยื่นหนังสือถึง กสทช. เพื่อให้ชะลอการพิจารณาลงมติการควบรวมกิจการในธุรกิจโทรคมนาคม ดังกล่าว

สารี อ๋องสมหวัง

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการ สอบ. กล่าวถึงกรณีที่ดีแทคประกาศควบรวมกิจการโทรคมนาคมกับทรูว่า กสทช. เป็นองค์กรกำกับดูแลที่ควรต้องส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี จึงควรต้องดำเนินการกำกับดูแลการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่างทรู – ดีแทคไม่ให้เกิดการแข่งขันที่น้อยลง หลีกเลี่ยงการมีอำนาจเหนือตลาดของธุรกิจ

“การควบรวมกิจการจาก 3 เจ้า เหลือ 2 เจ้า เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น และขัดต่อกฎหมายแน่นอน อีกทั้งยังทำให้เกิดอำนาจเหนือตลาดอย่างชัดเจน ซึ่ง สอบ. จะเดินหน้าและติดตามจัดทำข้อเสนอต่าง ๆ ออกมา เพื่อส่งให้ กสทช.อย่างเป็นทางการต่อไป” สารี กล่าว

ศิริกัญญา ตันสกุล

ศิริกัญญา ตันสกุล โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ระหว่าง True และ Dtac และการค้าปลีก – ค้าส่ง เล่าถึงผลการศึกษาของ กมธ. ในประเด็นดังกล่าวว่า การพิจารณาเรื่องการควบรวมกิจการโทรคมนาคมและการค้าปลีกค้าส่งมีสิ่งที่เหมือนกันอย่างน่าตกใจ คือ ผู้กำกับดูแลไม่ได้บังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องผู้บริโภคอย่างเต็มที่ เห็นได้จากการออกประกาศ กสทช. เมื่อปี 2561 ไปลดทอนอำนาจของตัวเอง ยิ่งเมื่อใช้ดุลยพินิจตีความกฎหมาย ก็พยายามปัดความรับผิดชอบไปมา

โฆษก กมธ.ฯ ระบุอีกว่า การควบรวมกิจการระหว่างทรู – ดีแทคจะส่งผลต่อการกระจุกตัวของผู้ให้บริการ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตราค่าบริการค่อนข้างชัดเจน สอดคล้องกับผลการศึกษาของจุฬาฯ ที่พบว่า การควบรวมกิจการโทรคมนาคมจะทำให้อัตราค่าบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ทั้งนี้ มองว่าบอร์ดใหม่ กสทช.ต้องกล้าหาญ และตัดสินใจอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะกรณีดีลทรู – ดีแทค เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

ด้าน นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตคณะกรรมการ กสทช. ระบุถึงความคืบหน้าการพิจารณาเรื่องดังกล่าวว่า กรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมอยู่ในกระบวนการพิจารณาทางปกครองของ กสทช. ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ ไม่ควรเร่งรีบ และควรมุ่งเน้นการปกป้องประโยชน์สาธารณะ โดยตีความและใช้ประกาศของตนเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ ไม่ควรปฏิเสธโดยการตีความว่าการควบรวมกิจการโทรคมนาคมนี้ไม่อยู่ในอำนาจของ กสทช. 

          “สิ่งที่เราต้องการวันนี้ หากการควบรวมกิจการเกิดขึ้นจริง จำเป็นที่ กสทช.ต้องรักษาระดับแข่งขันให้ได้ใกล้เคียงเดิม หากรักษาระดับการแข่งขันไม่ได้ ความเสียหายเกิดขึ้นแน่นอน อีกทั้งต้องประเมินผลกระทบการควบรวมกิจการ และจำกัดผลกระทบให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด” นพ.ประวิทย์ กล่าว

สำหรับประเด็นการเปิดเสรีด้านโทรคมนาคมนั้น นพ.ประวิทย์ มองว่า ประเทศไทยมีความดึงดูดต่างชาติ ที่ต้องการมาลงทุนในกิจการโทรคมนาคม แต่ติดเรื่องกฎหมายที่ห้ามบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในเรื่องโทรคมนาคม และเชื่อว่าหากมีการเปิดตลาดเสรี จะทำให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นพ.ประวิทย์ ยังกล่าวเสริมถึงการดำเนินงานของรัฐบาลต่อกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมว่า รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) และ NT เป็นผู้ถือหุ้นของหนึ่งในบริษัทที่จะควบรวม ดังนั้น NT มีอำนาจลงมติคัดค้านการควบรวมกิจการ หากรัฐบาลมีเจตนารมณ์ให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ รัฐบาลต้องส่งสัญญาณให้ NT ในฐานะเจ้าหนี้คัดค้านการควบรวม ส่วนการคัดค้านแล้วได้ผลอย่างไรก็เป็นกระบวนการหนึ่ง แต่การเงียบในฐานะผู้ถือหุ้น และเจ้าหนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ใส่ใจกับการควบรวมดังกล่าว

นพ.ประวิทย์ ทิ้งท้ายว่า กสทช. ควรทำงานให้เป็นมืออาชีพมากกว่าไหลไปตามกระแส ขณะที่ ภาคสังคมต้องทำงานคู่ขนานอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ต้องร่วมแสดงความคิดเห็นต่อการควบรวมดังกล่าวเพื่อปกป้องประโยชน์ของตัวเองด้วย ส่วนกลุ่มของภาครัฐก็ต้องร่วมมือกันให้เข้มข้นขึ้น ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และฝากตั้งคำถามไปถึงภาคเอกชนว่า ที่กล่าวอ้างว่าการควบรวมจะทำให้ประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนดีขึ้นนั้น มีแผนการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมหรือไม่ อย่างไร

สุวิทย์ วิจิตรโสภา

ส่วนสุวิทย์ วิจิตรโสภา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวถึงข้อห่วงกังวลของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ว่า การควบรวมกิจการทรู – ดีแทคนั้น นอกจากจะทำให้ผู้เล่นในตลาดน้อยลงแล้ว การแข่งขันก็จะน้อยลงตามไปด้วย จึงต้องการให้ กสทช. พิจารณาในเรื่องนี้อย่างรอบคอบ รอบด้าน เพราะเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ อีกทั้งต้องมีมาตรการเยียวยา นำกฎหมายแข่งขันทางการค้าฯ มาบังคับใช้ด้วย ทั้งนี้ กสทช. ควรบูรณาการการพิจารณาเรื่องดังกล่าวกับ กขค.และกระทรวงพาณิชย์ เพราะในอนาคต หากราคาค่าบริการกระทบต่อผู้บริโภค อาจต้องมีการควบคุมราคา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ มีกลไกของกฎหมาย ดูแลประชาชนอยู่แล้ว

“อยากให้ กสทช. คำนึงถึงมิติเรื่องผู้บริโภคก่อนจะรับทราบหรืออนุญาตให้มีการควบรวมกิจการ และควรมีมาตรการออกมาปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภคด้วย ซึ่ง สคบ.จะติดตามและสะท้อนปัญหาเพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภคต่อไป” รองเลขาธิการ สคบ. ระบุ

ศรัณย์ ผโลประการ

ด้านมุมมองภาคเอกชน ศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) ระบุว่า กสทช. มีอำนาจเต็มในการดูแลการควบรวมกิจการ ดังนั้น การตีความว่า กสทช.ไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องดังกล่าว โดยอ้างประกาศ กสทช. ปี 2561 นั้นอาจเป็นการตีความกฎหมายที่แคบเกินไป โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผู้ให้บริการโทรคมนาคมหลัก 3 รายมากว่า 20 ปี เคยชินกับการมีโปรโมชันทุกวัน แต่เชื่อว่าหลังจากควบรวมกิจการและจำนวนผู้เล่นลดลงจะส่งผลให้โปรโมชั่นต่าง ๆ ลดน้อยลง ทั้งนี้ AIS พร้อมแข่งขันอย่างเต็มที่ แต่ กสทช.ต้องกำหนดกติกาให้สมดุลด้วย

“การควบรวมทรู – ดีแทค เป็นซีรีส์ที่ 2 ต่อจากการควบรวมธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นการผูกขาดข้ามอินดัสทรี่ของกลุ่มซีพี และมีความเสี่ยงจะเกิดการกีดกันทางการแข่งขันในพื้นที่ของเจ้าของกิจการ ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกลดลง ที่สำคัญ เรากังวลว่า การควบรวมครั้งนี้ เป็นการควบรวมของบริษัทแม่ แต่ผู้ถือใบอนุญาตเป็นบริษัทลูก ซึ่งไม่ได้ควบรวม แล้ว 1 มิถุนายน ประเทศไทยจะบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลของผู้บริโภค ถามว่า บริษัทที่จะควบรวมกันจะมีมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าหลุดรอดไปได้อย่างไร” ศรัณย์ กล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์

สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม เทคโนโลยีและสารสนเทศ สอบ. กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่ผู้ให้บริการรายใหญ่กำลังลดจำนวนลง เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาด หรืออำนาจเหนือตลาดเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นในกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC กับ กสทช. ได้ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2565 คลิกที่ลิงก์ https://bit.ly/3lH6l3P