
ปัญหาโฆษณาคั่นรายการบนแพลตฟอร์ม OTT ถูกจับตาอีกครั้ง หลังที่ประชุม กสทช. สรุปว่ามีอำนาจ กำกับOTT ตามกฎหมาย สภาผู้บริโภคเร่งออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่จ่ายค่าสมาชิกแต่ยังต้องรับชมโฆษณา
ลองนึกภาพว่า คืนนี้คุณเปิดแอปฯ ดูซีรีส์หรือรายการโปรดในฟรีทีวีผ่านมือถือที่เป็นสมาชิกอยู่ แต่พอเริ่มดูกลับพบว่ามีโฆษณาแทรกขึ้นมากลางรายการ บางชิ้นยาวเกือบนาที บางชิ้นก็กดข้ามไม่ได้ จนทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า บริการที่เก็บค่าสมาชิกแล้ว ยังควรให้ผู้บริโภคต้องดูโฆษณาซ้ำอีกหรือไม่
ประเด็นการโดนบังคับให้ดูโฆษณาในอุปกรณ์มือถือนั้นถูกต้องหรือไม่ ได้กลายเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้บริโภคว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคหรือไม่ ในขณะที่ผู้ให้บริการที่เป็นผู้นำเอาโฆษณาแทรกเข้าไประหว่างรายการโทรทัศน์หรือวิดีโอดังกล่าวยังเห็นว่าเป็นสิทธิที่ผู้ให้บริการสามารถทำได้
ทั้งนี้ การรับชมรายการต่าง ๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งเคเบิลหรือจานดาวเทียม หรือที่เรียกโดยย่อว่าระบบ Over the Top (โอทีที : OTT) นั้น พบว่าก่อนหน้านี้มีช่องว่างของการกำกับดูแล เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนด้านกฏหมายว่าระบบนี้จะต้องมีการกำกับดูแลหรือไม่ ใครคือผู้มีอำนาจ และกฏเกณฑ์ในการกำกับดูแลมีอะไรบ้าง
กระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยืนยันว่ามีอำนาจ กำกับOTT แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจน ขณะที่สำนักงานสภาผู้บริโภคเห็นว่า ถึงเวลาที่ กสทช. ต้องเร่งออกมาตรการกำกับดูแลอย่างจริงจัง เพราะปัญหานี้ล่าช้าเกินสมควรและกระทบผู้บริโภคมาเป็นเวลานาน
ถึงเวลา กสทช. ออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค
ประเด็นสำคัญต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการยืนยันอำนาจหน้าที่ของ กสทช. หากแต่อยู่ที่ว่าจะใช้อำนาจดังกล่าวออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไรและเมื่อใด โดยนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เห็นว่า กสทช. ควรเร่งออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะปัญหาการแทรกโฆษณาระหว่างการรับชมบนแพลตฟอร์ม OTT เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคเผชิญมานานและไม่ควรถูกปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป
ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้น หลังที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 พิจารณาร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569 – 2573) และได้ข้อสรุปว่า กสทช. มีอำนาจกำกับดูแล OTT ตามกฎหมายและมติบอร์ดที่มีมาตั้งแต่ปี 2560 และ 2566 ซึ่งวางหลักว่า OTT ถือเป็นกิจการโทรทัศน์ประเภทหนึ่ง
แม้การยืนยันอำนาจกำกับดูแลจะถือเป็นพัฒนาการสำคัญ แต่สิ่งที่ผู้บริโภคยังรอคอยคือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าจะคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการอย่างไร โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเก็บค่าสมาชิกแล้ว แต่ยังมีโฆษณาแทรกเข้ามาระหว่างการรับชม
จ่ายค่าสมาชิกแล้ว ทำไมยังต้องดูโฆษณา
ปัญหาที่ผู้บริโภคตั้งคำถามมาโดยตลอดคือ การรับชมเนื้อหาผ่านมือถือหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการเก็บค่าสมาชิกอยู่แล้ว แต่ยังมีโฆษณาแทรกเข้ามาระหว่างรายการหรือวิดีโออีกชั้น
ประเด็นนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความน่ารำคาญจากการรับชม แต่ยังโยงไปถึงความเป็นธรรมในการให้บริการ เพราะผู้บริโภคบางส่วนอาจต้องรับภาระทั้งค่าสมาชิกและโฆษณาไปพร้อมกัน ขณะที่ก่อนหน้านี้กลับยังไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจนว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่ชัดเจนของอำนาจกำกับดูแลในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้ปัญหาดังกล่าวถูกปล่อยค้างอยู่นาน ทั้งที่เป็นเรื่องที่กระทบผู้ใช้บริการจำนวนมาก
เมื่อผู้บริโภคต้องนำปัญหาเข้าสู่ศาล
ความล่าช้าของการกำกับดูแลทำให้ปัญหาขยับไปถึงขั้นการฟ้องร้องในชั้นศาล ในปี 2567 ผู้บริโภครายหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากโฆษณาบน OTT ได้ยื่นฟ้อง กสทช. ต่อศาลปกครอง โดยเห็นว่าหน่วยงานปล่อยให้มีการโฆษณาคั่นรายการโดยไม่กำกับดูแล แม้ศาลปกครองชั้นต้นจะไม่รับฟ้องในตอนแรก แต่คดียังเดินหน้าต่อ
ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่าอาจเป็นกรณีที่หน่วยงานรัฐละเลยต่อหน้าที่ ปล่อยให้มีการแสวงหากำไรเกินควรจากผู้บริโภค และยังเป็นคดีที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งประชาชนสามารถยื่นฟ้องได้แม้ไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง
กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า หากมีหลักเกณฑ์กำกับดูแลที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ปัญหาอาจไม่จำเป็นต้องถูกผลักไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาล และผู้บริโภคก็คงไม่ต้องแบกรับภาระจากความล่าช้าของระบบกำกับดูแลเช่นที่ผ่านมา
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
คุณใช้บริการ OTT อยู่ทุกวัน
OTT กลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดูโทรทัศน์ผ่านแอปพลิเคชัน ดูรายการย้อนหลัง หรือรับชมเนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่าง ๆ โดยรายงาน “Digital 2025” จาก We Are Social และ Meltwater ระบุว่า คนไทยรับชมบริการสตรีมมิ่งสูงถึง 95.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 91.9% ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ในปี 2566 ไทยมีบัญชีผู้ใช้บริการ OTT กว่า 10.92 ล้านบัญชี และคาดว่าในปี 2567 จะเพิ่มเป็น 12.72 ล้านบัญชี
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า OTT เป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่ผู้บริโภคใช้เข้าถึงสื่อในชีวิตประจำวัน และยิ่งมีผู้ใช้จำนวนมากเท่าใด คำถามเรื่องความเป็นธรรมในการให้บริการและการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น



