Ribbon

5 ปัญหาผู้บริโภคยอดฮิต! ‘หลอกออนไลน์’ แชมป์ เยียวยา 9.7 ล้าน

Getting your Trinity Audio player ready...

เผยผลงานไตรมาสแรก สภาผู้บริโภค รุกยกระดับ เรื่องร้องเรียน สู่การแก้ไขเชิงนโยบาย พร้อมขยายฐานเครือข่ายองค์กรสมาชิกเพิ่มอีก 9 แห่ง เสริมแกร่งระบบคุ้มครองผู้บริโภคทั่วประเทศให้เป็นรูปธรรม โดยล่าสุดมีสถานะจำนวนองค์กรสมาชิก ดังนี้

  • จำนวนสมาชิกสะสม : 365 องค์กร (เป้าหมาย 360 องค์กร ปี 2569)
  • ขยายเครือข่ายครอบคลุม : 62 จังหวัด (เป้าหมาย 65 จังหวัด ปี 2569)

ยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์รับเรื่องร้องเรียนผู้บริโภค ไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนภาพปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน จากข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม-20 ธันวาคม 2568 ของหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนสภาผู้บริโภค มีเรื่องร้องเรียนรวม 2,806 เรื่อง และสามารถเยียวยาความเสียหายกว่า 9.73 ล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบสถานการณ์ที่น่าสนใจของ 5 อันดับแรกเรื่องร้องเรียนผู้บริโภค ดังนี้

1. ด้านสินค้าและบริการทั่วไป จำนวน 1,565 เรื่อง เป็นกลุ่มปัญหาที่มีการร้องเรียนมากที่สุด สะท้อนปัญหาการซื้อของออนไลน์ไม่ตรงปก และการให้บริการในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้า การไม่เป็นไปตามข้อตกลง และการปฏิเสธความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ

2. ด้านการเงินและการธนาคาร จำนวน 503 เรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับภัยมิจฉาชีพออนไลน์ สินเชื่อ บัตรเครดิต เงินกู้ออนไลน์ และการหลอกลวงออนไลน์ที่ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม

3. ด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย จำนวน 242 เรื่อง ครอบคลุมปัญหาการซื้อบ้าน คอนโด และสัญญาหอพักไม่เป็นธรรม การส่งมอบไม่เป็นไปตามสัญญา และข้อพิพาทด้านการอยู่อาศัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค

4. ด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 218 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นปัญหาด้านสัญญาการให้บริการ ค่ายมือถือ อินเทอร์เน็ต และสัญญาณโทรคมนาคมค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม และคุณภาพสัญญาณที่ไม่เป็นไปตามที่โฆษณา

5. ด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ จำนวน 93 เรื่อง เป็นกลุ่มปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ แม้จำนวนเรื่องร้องเรียนจะน้อยกว่า แต่มีความอ่อนไหวและต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด

แต่ทว่าประเด็นปัญหาร้องเรียนมีทั้งหมด 9 ด้าน สะท้อนให้เห็นถึง 3 แนวโน้มสำคัญที่ผู้บริโภคไทยต้องเผชิญ โดยกลุ่มปัญหาสินค้าและบริการทั่วไป โดยเฉพาะการซื้อของออนไลน์ ยังคงครองแชมป์ที่มีการร้องเรียนสูงสุดต่อเนื่อง คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความท้าทายหลักในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคยุคดิจิทัล ในขณะที่ประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาพบว่า ด้านบริการสุขภาพและสิทธิรักษาพยาบาลมีผลงานโดดเด่นที่สุดด้วยอัตราการยุติเรื่องสูงถึงร้อยละ 76.27 แสดงถึงระบบการประสานงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งตรงกันข้ามกับกลุ่มปัญหาขนส่งและยานพาหนะ เช่น การเคลมประกันหรือซ่อมรถ ที่พบว่ามีอัตราการยุติเรื่องต่ำที่สุดเพียงร้อยละ 16.27 เนื่องจากเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนทางข้อกฎหมายและต้องอาศัยการติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม

ภาพแสดงสถิติเรื่องร้องเรียนผู้บริโภค จากหน่วยงานประจำจังหวัด ข้อมูลวันที่ 1 ตุลาคม-20 ธันวาคม 2568

ความร่วมมือที่เข้มแข็งของเครือข่ายทุกพื้นนที่ได้ผนึกกำลังกันขับเคลื่อนการคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้กับผู้บริโภคในทุกมิติ ภายใต้ 4 ประเด็นนโยบายเร่งด่วนที่มีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนี้

ประเด็นแรก ดันมาตรการยืนยันตัวตนคนขายออนไลน์ (e-KYM) ช้อปปิ้งปลอดภัย ไม่โดนหลอก  ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหาการหลอกลวงผู้บริโภคออนไลน์ที่ต้นเหตุ โดยผลักดันให้แพลตฟอร์มดิจิทัลมีระบบยืนยันตัวตนผู้ขาย เพื่อลดความเสี่ยงจากการหลอกลวงในการซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ และเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค

ประเด็นที่สอง การยกระดับคุณภาพชีวิตด้านการเดินทาง ผ่านระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและเป็นธรรม โดยมีเป้าหมายในการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย ความเป็นธรรมด้านค่าใช้จ่าย และการเข้าถึงบริการของประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ประเด็นที่สาม ทวงคืนความเป็นธรรม คุมเข้มสัญญาเช่าหอพัก-ค่าน้ำค่าไฟแพงเกินจริง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่สร้างภาระทางเศรษฐกิจให้กับผู้บริโภค และสร้างกลไกการกำกับดูแลสัญญาเช่าอาศัยให้เป็นไปตามกฎหมาย

ประเด็นที่สี่ การคืนทัศนียภาพและความปลอดภัยให้พื้นที่สาธารณะ ผ่านการจัดระเบียบสายสื่อสาร เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ภายใต้กรอบนโยบายทั้ง 4 ประเด็น หน่วยงานได้หยิบยกปัญหาเชิงประจักษ์จากบริบทของชุมชนมาพัฒนาเป็นนโยบายและมาตรการที่สามารถดำเนินการได้จริง สะท้อนบทบาทในฐานะแหล่งกำเนิดนโยบาย ที่ช่วยทดสอบแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคก่อนขยายผลสู่ระดับประเทศ ทั้งนี้การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในหลากหลายมิติ ดังนี้

  • ด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ได้ผลักดันมาตรการยกระดับความปลอดภัยของสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ทั้งการกำกับดูแลการผลิตน้ำดื่มจากเครื่องอัตโนมัติ การสร้างมาตรฐานร้านค้าชุมชนที่ใส่ใจความปลอดภัยของผู้บริโภค และการเฝ้าระวังคุณภาพแหล่งน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปา ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงป้องกันในระดับประเทศ
  • ด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย การขับเคลื่อนนี้มุ่งเน้นการสร้างความเป็นธรรมด้านสัญญาเช่าอาศัย การควบคุมการเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟให้เป็นไปตามกฎหมาย การกำกับดูแลกิจการบ้านจัดสรรให้มีความโปร่งใส ซึ่งล้วนเป็นการตอบโจทย์ประเด็นความเป็นธรรมในที่อยู่อาศัยตามกรอบนโยบายหลัก
  • ด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม การสำรวจและผลักดันมาตรการด้านความปลอดภัยของสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อาทิ ถังก๊าซหุงต้ม โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน
  • ด้านการศึกษาและบริการสุขภาพ การทำงานจากเครือข่ายยังสะท้อนถึงความพยายามลดความเหลื่อมล้ำและขยายโอกาสการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งด้านการศึกษาและบริการสุขภาพ ผ่านการพัฒนากลไกสนับสนุนที่คำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและความเป็นธรรมของผู้บริโภค

หัวใจของการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “บุคลากร” และ “องค์กร” ที่ขับเคลื่อนงาน การลงทุนพัฒนาศักยภาพองค์กรสมาชิกจึงเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ในไตรมาสที่ผ่านมา พวกเราได้เดินหน้าภารกิจสำคัญในการสร้าง “นักสู้” ผ่านกระบวนการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้เครือข่ายมีความพร้อมในการเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ อย่างมั่นใจ

1. ติดอาวุธทางปัญญา เสริมเขี้ยวเล็บด้วยกฎหมายและเทคโนโลยี เพื่อให้แกนนำสามารถช่วยเหลือผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำและมั่นใจ จึงมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในหลายจังหวัด โดยเน้นทักษะที่จำเป็นต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ได้แก่

  • ความรู้ทางกฎหมาย เจาะลึกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกลยุทธ์การรับมือการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP Law) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันสำคัญให้คนทำงานกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง
  • ทักษะดิจิทัล: การฝึกใช้ระบบจัดการเรื่องร้องเรียน (CRM) เพื่อให้การติดตามเรื่องร้องเรียนเป็นระบบ รวดเร็ว และมีฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้

2. วางรากฐานงานเครือข่ายให้เดินต่อได้อย่างยั่งยืน งบประมาณคือปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน ฝ่ายสนับสนุนสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภค จึงได้จัดเวทีให้ความรู้และคำแนะนำเชิงลึกเกี่ยวกับการเขียนข้อเสนอโครงการขอรับการสนับสนุนหรือที่เรียกว่า Open Grant โดยเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนองค์กรสมาชิกโดยตรง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

3. ขยายการยอมรับระดับอำเภอ การทำงานจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ด้วยการริเริ่ม “การประชุมสัญจร” ในระดับอำเภอ เพื่อเปิดตัวองค์กรสมาชิกให้เป็นที่รู้จักและสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานรัฐ การเดินสายนี้ไม่เพียงแต่สร้างพันธมิตรใหม่ แต่ยังเป็นการสนับสนุนให้เครือข่ายท้องถิ่นยื่นจดแจ้งเป็นองค์กรของผู้บริโภคอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากทุกภาคส่วน

4. ยกระดับมืออาชีพ หลักสูตรที่ออกแบบเพื่อคนทำงานจริง กุญแจสำคัญของการแก้ปัญหาคือเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนที่มีคุณภาพ ฝ่ายสนับสนุนสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภค จึงได้เริ่มโครงการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 โดยใช้ออกแบบหลักสูตรให้เหมาะกับประสบการณ์ของผู้เรียน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย

  • กลุ่มเจ้าหน้าที่รายใหม่ ปูพื้นฐานให้แน่น
  • กลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับกลาง เสริมทักษะหน้างาน
  • กลุ่มเจ้าหน้าที่มือโปร เจาะลึกเทคนิคขั้นสูง

ซึ่งในไตรมาสที่ 1 ได้ดำเนินการอบรมสำเร็จไปแล้ว 2 กลุ่ม และจะสานต่อความเข้มข้นในกลุ่มสุดท้ายในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 เพื่อให้มั่นใจว่าทุกเสียงร้องเรียนจะได้รับการดูแลโดยเจ้าหน้าที่ที่มีศักยภาพสูงสุด

ในยุคที่ภัยคุกคามผู้บริโภคซับซ้อนขึ้นทุกวัน การคุ้มครองผู้บริโภค จึงไม่ใช่แค่การตั้งรับแก้ปัญหาทีละราย แต่เปรียบเสมือนภารกิจสร้าง “ระบบนิเวศแห่งความยุติธรรม” ให้เกิดขึ้นจริงในสังคม คำถามคือ…เราจะเปลี่ยนเสียงบ่นหน้างาน ให้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างได้อย่างไร? เบื้องหลังความสำเร็จที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการวางยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่ง และนี่คือ 5 ปัจจัยความสำเร็จ ที่ยกระดับองค์กรผู้บริโภคให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

กฎข้อแรกของการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนคือ “เราเดินคนเดียวไม่ได้” หัวใจความสำเร็จจึงเริ่มจากการถักทอ ภาคีเครือข่าย เข้าด้วยกัน การทำงานที่ทรงพลังที่สุด คือการดึงพันธมิตรที่หลากหลายมาร่วมโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐอย่าง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาธารณสุขจังหวัด ไปจนถึงนักวิชาการและทนายความ เมื่อเปลี่ยนจากการต่างคนต่างทำ มาเป็น “คณะทำงาน” ที่ร่วมกันติดตามนโยบาย เสียงของผู้บริโภคจะมีน้ำหนักขึ้นมหาศาล เพิ่มอำนาจต่อรองในการผลักดัน นโยบายสาธารณะ ให้เกิดขึ้นได้จริง

การรอให้ผู้เสียหายเดินร้องไห้เข้ามาหา อาจสายเกินไปในยุคนี้ ความสำเร็จจึงวัดกันที่ การทำงานเชิงรุก เราต้องลงพื้นที่ไปสัมผัสปัญหาจริง แล้วนำสิ่งที่พบมาสังเคราะห์เป็นข้อมูล (Data-Driven) วิธีนี้จะช่วยให้เรามองข้ามช็อต จากแค่การรับเรื่องร้องเรียนรายบุคคล ไปสู่การมองเห็นภาพรวมของปัญหา และพัฒนาเป็น ข้อเสนอเชิงนโยบาย ที่เข้าไปแก้ที่ต้นตอเชิงโครงสร้าง นี่คือวิธีเดียวที่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด

ความยุติธรรมที่มาช้า คือความไม่ยุติธรรม ปัจจัยนี้จึงเน้นเรื่อง “ความไวและความแม่นยำ” การมี ระบบจัดการเรื่องร้องเรียน ที่มีประสิทธิภาพ คือหัวใจสำคัญ การนำเทคโนโลยีอย่าง ระบบ CRM มาช่วยบันทึกและติดตามผล ทำให้ไม่มีเคสไหนตกหล่น แต่เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำงานคู่ขนานไปกับ ทีมที่ปรึกษากฎหมาย มืออาชีพ ที่คอยวิเคราะห์รูปคดีและวางแผนการต่อสู้ที่รัดกุม ทำให้เราสามารถจัดการกับคดีที่ซับซ้อนได้อย่างมั่นใจ

วัคซีนที่ดีที่สุดคือ “การป้องกัน” ในยุคที่มิจฉาชีพมาในทุกรูปแบบ การสื่อสารเพื่อ เตือนภัยผู้บริโภค จึงต้องครอบคลุมทุกช่องทาง เราใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจาย ทั้งสื่อออนไลน์อย่าง Facebook และ LINE เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และไม่ทิ้งสื่อออฟไลน์อย่าง “วิทยุชุมชน” เพื่อเข้าถึงชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล เป้าหมายคือการส่งสัญญาณเตือนให้ รู้ทันกลโกง และปลุกความตระหนักรู้ในสิทธิของตนเอง เมื่อประชาชนเข้มแข็ง พวกเขาจะไม่ตกเป็นเหยื่อของการเอารัดเอาเปรียบง่ายๆ อีกต่อไป

ปัจจัยสุดท้ายคือรากฐานที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “คน” องค์กรจะเดินหน้าไม่ได้หากขาดการ พัฒนาบุคลากร การจัดอบรมเพิ่มทักษะอย่างสม่ำเสมอ และการสร้างคู่มือมาตรฐานการทำงาน (SOP) ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่คือการวางรากฐานองค์กรให้มั่นคง สิ่งนี้ช่วยให้คนทำงานและเครือข่ายมีความพร้อมเสมอ ไม่ว่ารูปแบบปัญหาของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปพิสดารแค่ไหน เราก็จะรับมือได้ทันท่วงที

หลังจากที่เราผ่านไตรมาสแรกของปี 2569 มาได้อย่างเข้มข้น เราได้เห็นทั้งโจทย์ใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนขึ้น และพลังของเครือข่ายสภาผู้บริโภค ที่เติบโตอย่างน่าประทับใจ แต่การหยุดอยู่กับที่คือความเสี่ยง ในไตรมาสที่ 2 นี้ จึงเป็นเวลาที่เราจะเปลี่ยนบทเรียนให้กลายเป็นอาวุธ ผ่านยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ไม่ได้มองแค่ “การแก้ปัญหาเป็นรายเคส” แต่คือ “การเปลี่ยนโครงสร้าง” เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรมสำหรับทุกคน และนี่คือ 5 กลยุทธ์สำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้า การคุ้มครองผู้บริโภค ในไตรมาสนี้

ในยุคที่ความเดือดร้อนรอไม่ได้ เรากำลังเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลเต็มตัว โดยการนำเทคโนโลยี AI และ ระบบ CRM เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการจัดการเรื่องร้องเรียน เครื่องมือนี้จะช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลรวดเร็วและแม่นยำขึ้น พร้อมทั้งจัดทำคู่มือวิดีโอออนไลน์ที่ดูง่าย เพื่อให้ทีมงานจัดการปัญหาได้ทันท่วงที เพราะความเร็วคือหัวใจสำคัญของการเยียวยา

เราไม่ได้ต้องการแค่คนที่ “รู้ทฤษฎี” แต่เราต้องการคนที่มี “ทักษะจริง” ในไตรมาสนี้ เราจะมุ่งสร้าง นักปฏิบัติการคุ้มครองผู้บริโภค รุ่นใหม่ ผ่านการฝึกฝนแบบมีพี่เลี้ยง (Mentoring) คอยประกบ ตั้งแต่การเขียนโครงการไปจนถึงการประสานหน่วยงานรัฐ และที่สำคัญคือการขยายรากฐานเข้าสู่ระดับชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านมีที่พึ่งที่ไว้ใจได้อยู่ใกล้ตัวที่สุด

เสียงบ่นของประชาชนจะไม่หายไปอย่างไร้ค่า เพราะเราจะใช้ ฐานข้อมูล (Data-Driven) มาวิเคราะห์เทรนด์ปัญหาแบบ Real-time ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและนักวิชาการ เพื่อวิเคราะห์คดีที่มีผลกระทบเป็นวงกว้าง (Class Action) และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับ นโยบายสาธารณะ ที่คุ้มครองคนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง

ปัญหาของผู้บริโภคมักติดขัดที่ขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน เราจึงมุ่งสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อ “ทลายกำแพง” เหล่านั้น การเชื่อมโยงกลไกการแก้ไขปัญหาระหว่างหน่วยงานจะช่วยให้กระบวนการสั้นลง และทำให้ผู้บริโภคได้รับการเยียวยาที่เป็นธรรมและรวดเร็วขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

สุดท้ายคือการสื่อสารที่เข้าถึงใจ เราเตรียมเปิดตัวแคมเปญ “เสียงเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จในการทวงคืนสิทธิ สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนกล้าลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง พร้อมผลิตสื่อ เตือนภัยผู้บริโภค รูปแบบใหม่ที่ย่อยง่าย ทันสมัย รู้เท่าทันกลโกงมิจฉาชีพ เพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ให้ประชาชนในวงกว้าง

ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าความสำเร็จของการ คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค นั้นไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่เติบโตขึ้นจากความร่วมมือที่เหนียวแน่นของ เครือข่ายสภาผู้บริโภค ทั่วประเทศ แม้ในวันนี้เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาการละเมิดสิทธิจะทวีความซับซ้อนและมาในรูปแบบใหม่ ๆ ที่รับมือยากขึ้นเพียงใด แต่เรายังคงปักหลักยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเพื่อจัดการทุก เรื่องร้องเรียน อย่างไม่หยุดนิ่ง เพราะเป้าหมายสูงสุดของเราคือการเปลี่ยนทุกเสียงสะท้อนและความเดือดร้อน ให้กลายเป็นการเยียวยาที่จับต้องได้จริง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้มั่นใจว่าทุกการร้องเรียนจะไม่มีวันสูญเปล่าและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมที่ยั่งยืน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง