
ถอดบทเรียนจาก 5 บุคคลต้นแบบของไทย ผู้ร่วมสร้างแนวคิดและกลไกคุ้มครองสิทธิประชาชนให้เข้มแข็ง
เมื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ช่วงเวลาที่ทุกคนมักกลับมาทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาและตั้งคำถามถึงทิศทางในอนาคต บทความนี้จึงเลือกใช้จังหวะดังกล่าว ชวนย้อนรำลึกถึงบุคคลต้นแบบ 5 ท่าน ผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ทิ้งผลงาน แนวคิด และกลไกสำคัญไว้เป็นรากฐานของการคุ้มครองผู้บริโภคไทย
บทความนี้ ได้คัดเลือกบุคคลทั้ง 5 ท่านมาเป็นตัวแทนของแนวคิดและทิศทางการคุ้มครองผู้บริโภคในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านสิทธิ สุขภาพ นโยบายสาธารณะ องค์ความรู้ การรู้เท่าทัน และการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะไม่ครอบคลุมทุกบทบาทหรือการทำงานทั้งหมด แต่สะท้อนแก่นความคิดสำคัญที่ร่วมกันหล่อหลอมระบบคุ้มครองผู้บริโภคไทย ส่วนภาพรวมการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังเกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคคล องค์กร และเครือข่ายภาคประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบคุ้มครองผู้บริโภคโดยรวม
นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้วางรากฐานสิทธิด้านสุขภาพ
ในประวัติศาสตร์การพัฒนาระบบสุขภาพไทย ชื่อของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ปรากฏในฐานะผู้วางรากฐานแนวคิด “สิทธิด้านสุขภาพถ้วนหน้า” และผลักดันให้การรักษาพยาบาลเป็นสิทธิของประชาชน ไม่ใช่สิทธิพิเศษตามฐานะหรือความสามารถในการจ่ายค่ารักษา การทำงานของ นพ.สงวน ไม่เพียงเปลี่ยนโฉมระบบสาธารณสุขไทย หากยังสถาปนาหลักการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพในระดับโครงสร้างของประเทศ
จากประสบการณ์การทำงานแพทย์ในชนบท นพ.สงวน เห็นปัญหาการเข้าไม่ถึงบริการรักษาพยาบาล และการล้มละลายจากค่ารักษา ความเจ็บป่วยจึงเป็นทั้งปัญหาทางสุขภาพ และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสังคมที่รัฐจำเป็นต้องออกแบบระบบคุ้มครองอย่างเป็นธรรม แนวคิดดังกล่าวได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
นพ.สงวน มีบทบาทสำคัญในการผลักดันระบบที่ประชาชนรู้จักในชื่อ “บัตรทอง” หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค” ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการจำเป็นโดยไม่เผชิญความเสี่ยงทางการเงิน พร้อมทั้งผลักดันพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และการจัดตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อรองรับสิทธิของประชาชนอย่างเป็นระบบ
ในมิติการคุ้มครองผู้บริโภค นพ.สงวน มองผู้ป่วยในฐานะผู้ใช้บริการสาธารณะที่ต้องได้รับการปกป้องจากความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจึงถูกออกแบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างหลักประกันเมื่อเจ็บป่วย และป้องกันการแบกรับภาระค่ารักษาเกินกำลัง อีกทั้งยังเชื่อมโยงภาคประชาชนเข้ากับกระบวนการนโยบายสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าระบบสุขภาพที่ยั่งยืนต้องเปิดพื้นที่ให้เสียงของผู้ใช้บริการสะท้อนกลับสู่การกำหนดนโยบาย
นพ.มงคล ณ สงขลา ผู้นำเชิงนโยบายผู้ยืนหยัดคุ้มครองสิทธิผู้ป่วย
ในพัฒนาการของระบบหลักประกันสุขภาพไทย บทบาทของ นพ.มงคล ณ สงขลา โดดเด่นในฐานะผู้นำเชิงนโยบายที่ยืนอยู่ข้างผู้ป่วยในฐานะผู้บริโภคบริการสาธารณสุข และยืนยันว่าระบบสุขภาพต้องตั้งอยู่บนหลักสิทธิ ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบต่อประชาชนเป็นศูนย์กลาง
นพ.มงคล เป็นที่รู้จักในนาม “หมอขี่ม้าแกลบ” สะท้อนวิธีคิดของแพทย์นักบริหารที่ทำงานใกล้ชิดพื้นที่จริง ไม่ยึดติดกับอำนาจหรืออภิสิทธิ์ พร้อมเผชิญแรงต้านจากโครงสร้างรัฐและตลาดเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ป่วย จากประสบการณ์การทำงาน ทำให้มองว่าความเจ็บป่วยคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง หากรัฐไม่มีกลไกคุ้มครองที่เพียงพอ ครอบครัวหนึ่งอาจล้มละลายได้
ในช่วงที่ระบบหลักประกันสุขภาพเผชิญแรงกดดันด้านงบประมาณและต้นทุนยา นพ.มงคล ยืนยันว่าสิทธิด้านสุขภาพต้องใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคร้ายแรง และครอบครัวรายได้น้อย นโยบายด้านสุขภาพจึงต้องตอบโจทย์การเข้าถึง การลดภาระค่าใช้จ่าย และการป้องกันการล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (Compulsory License: CL) กับยาจำเป็นหลายรายการ อาทิ ยารักษามะเร็ง ยาต้านไวรัสเอชไอวี (HIV) และยาโรคหัวใจ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยารักษาชีวิตในราคาที่ยุติธรรม รวมถึงผลักดันให้การล้างไตผ่านช่องท้องเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง โดยยึดหลักการว่า “สุขภาพของประชาชนต้องมาก่อนการค้า”
นอกจากนี้ นพ.มงคล ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การคุ้มครองผู้บริโภคมี “สถาบันรองรับ” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อว่าระบบที่ดีไม่อาจปล่อยให้รัฐกำกับตนเองได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องมีองค์กรของประชาชนทำหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และถ่วงดุลอำนาจ แนวคิดนี้นำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค และการผลักดันกลไกอิสระเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้บริโภคในระบบบริการสาธารณะ
ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการผู้ออกแบบการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างยั่งยืน
บทบาทของ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ โดดเด่นในฐานะนักวิชาการที่เชื่อมโยงการคุ้มครองผู้บริโภคเข้ากับโครงสร้างนโยบายสาธารณะอย่างเป็นระบบ ทำให้งานคุ้มครองผู้บริโภคก้าวพ้นจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะราย ไปสู่การออกแบบกลไกและกติกาที่สามารถกำกับดูแลตลาดและบริการสาธารณะได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ตลอดเส้นทางการทำงานในฐานะนักวิจัยและผู้บริหารของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ดร.เดือนเด่น ศึกษาประเด็นการแข่งขัน การกำกับดูแลภาคบริการ การเงินการธนาคาร และการคุ้มครองผู้บริโภค โดยตั้งอยู่บนความเข้าใจสำคัญว่า ผู้บริโภคมักอยู่ในสถานะเสียเปรียบเชิงข้อมูลและอำนาจต่อรอง หากปล่อยให้ตลาดทำงานโดยปราศจากกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสม ความเป็นธรรมย่อมไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
แก่นวิธีคิดสำคัญของ ดร.เดือนเด่น คือการยืนยันว่าการคุ้มครองผู้บริโภคต้องอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์และงานวิชาการเป็นฐานในการตัดสินใจเชิงนโยบาย การเรียกร้องสิทธิหรือการเคลื่อนไหวทางสังคม หากปราศจากหลักฐานรองรับ ย่อมไม่อาจสร้างความน่าเชื่อถือหรือเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้
ผลงานของ ดร.เดือนเด่น มีบทบาทสำคัญต่อการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม โดยเฉพาะปัญหาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น การย้ายค่ายเบอร์เดิม การตัดเงินเมื่อวันหมดอายุ และเงื่อนไขสัญญาที่ซับซ้อนเกินความเข้าใจของผู้บริโภค ซึ่งงานศึกษาช่วยทำให้ปัญหาที่ถูกมองเรื่องเชิงระบบ นำไปสู่การปรับกติกากำกับดูแลให้เป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น
ในด้านการเงินการธนาคาร ดร.เดือนเด่น มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์พฤติกรรมการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เอาเปรียบผู้บริโภค งานวิจัยที่ทำไว้เป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การออกประกาศว่าด้วยการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคจากการถูกบังคับขายหรือได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน
นอกจากนี้ ดร.เดือนเด่น ยังมีส่วนสำคัญในการวางรากฐานเชิงแนวคิดและโครงสร้างขององค์กรคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน โดยเฉพาะการร่วมก่อตั้งและออกแบบคณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คบค.) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนากลไกการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงสถาบันในประเทศไทย
ภญ.สำลี ใจดี ผู้วางรากฐานการคุ้มครองผู้บริโภคด้านยา
ในประวัติศาสตร์การคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทย งานด้านยาและการใช้ยาอย่างเหมาะสมถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชน หนึ่งในบุคคลต้นแบบที่มีบทบาทโดดเด่นคือ ภญ.สำลี ใจดี เภสัชกรหญิงผู้บุกเบิกงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านยามาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ และได้รับการยกย่องในฐานะ “ครูของแผ่นดิน” จากบทบาทการสร้างคน สร้างความรู้ และผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบสุขภาพไทย
จุดเริ่มต้นสำคัญของงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านยา ปรากฏชัดในปี พ.ศ. 2518 เมื่อ ภญ.สำลี ใจดี ร่วมก่อตั้งกลุ่มศึกษาปัญหายา (กศย.) ซึ่งนับเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านการคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาแห่งแรก ๆ ของประเทศ การทำงานของ กศย. เริ่มจากการลงพื้นที่จริง คลุกคลีกับชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล เพื่อรับรู้ปัญหาการใช้ยาในชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งการเข้าไม่ถึงยาจำเป็น การใช้ยาชุด ยาปลอม ยาลวงโลก และการถูกเอาเปรียบจากระบบตลาดยา
จากประสบการณ์ภาคสนามดังกล่าว งานของ ภญ.สำลี ได้ขยายจากการให้ความรู้ประชาชน ไปสู่การตั้งคำถามเชิงระบบ และการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายสาธารณะ ทั้งประเด็นการควบคุมยา การโฆษณา การเข้าถึงยา และสิทธิของผู้บริโภคด้านสุขภาพ โดยแนวคิดสำคัญคือการเสริมพลังให้ผู้บริโภครู้เท่าทันและไม่ถูกเอาเปรียบ ควบคู่กับการเฝ้าระวังเชิงระบบ อีกทั้งยังมีบทบาทในการร่วมเปิดโปงการทุจริตในการจัดซื้อยา มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท
ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ภญ.สำลี ยังคงติดตามและแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสาธารณสุข ทั้งประเด็นมลพิษทางอากาศ PM 2.5 และการใช้กัญชาเชิงพาณิชย์ โดยยืนอยู่บนหลักการเดิมคือการปกป้องสุขภาพของประชาชนและผลประโยชน์ของผู้บริโภค
ศ.นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ นักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
ศ.นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ ปูชนียบุคคลแห่งวงการแพทย์ไทย และอดีตแพทย์ประจำพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่างของผู้ที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในฐานะผู้บริโภค โดยบทบาทสำคัญด้านการคุ้มครองผู้บริโภคคือการเป็นตัวแทนภาคประชาชนในการต่อสู้คดี “ตึกสูงในซอยแคบ” หรือคดีดิเอทัส (Aetas)
กรณีดังกล่าวเริ่มจากการทราบว่ามีการก่อสร้างอาคารสูงในซอยร่วมฤดี ที่เป็นซอยแคบ ศ.นพ.สงคราม ได้ร้องเรียนต่อผู้อำนวยการเขตปทุมวัน และใช้ข้อกฎหมายว่าด้วยการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่กำหนดให้ถนนต้องมีความกว้างตามเกณฑ์คือเกิน 10 เมตร เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ จึงเดินหน้าฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยเริ่มร้องเรียนตั้งแต่ปี 2548 และศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้กรุงเทพมหานครรื้อถอนอาคารในปี 2557
อย่างไรก็ตาม การรื้อถอนอาคารดิเอทัสตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดได้ยืดเยื้อมากว่า 10 ปี จากการละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ในที่สุดในเดือนธันวาคม 2568 กรุงเทพมหานครได้เริ่มต้นดำเนินการรื้อถอนอาคารดิเอทัสแล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการปฏิรูปการจัดการอาคารเมืองให้ปลอดภัยสำหรับทุกคน
ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงเป็นชัยชนะของคดี หากยังเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยกับการก่อสร้างอาคารสูง และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เรื่องราวการต่อสู้ของ ศ.นพ.สงคราม จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคตระหนักถึงสิทธิของตนเอง และกล้ายืนหยัดเรียกร้องความถูกต้อง เพื่อสร้างบรรทัดฐานความยุติธรรมในสังคมไทย
บุคคลต้นแบบทั้ง 5 ท่าน แม้ทำงานในบริบท บทบาท และช่วงเวลาแตกต่างกัน แต่แก่นความคิดและการทำงานได้หลอมรวมกันเป็นรากฐานสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ที่มาข้อมูล
– รำลึก 16 ปี “หมอสงวน” นายกฯ ยกย่องให้เป็น “รัฐบุรุษแห่งวงการสาธารณสุขไทย
– นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์: หมอผู้ผลักดันหลักประกันสุขภาพไทย ที่มาโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค
– E-Book “นายแพทย์มงคล ณ สงขลา ความทรงจำที่เป็น “มงคล” ไม่มีวันสิ้นสุด
– มรดกทางความคิดและการทำงานของ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์
– อาลัย “สำลี ใจดี” เภสัชกรหญิงนักสู้วงการสาธารณสุขไทย
– สภาผู้บริโภค ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ ศ.นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ



