ต้นปี 2569 โลกได้เห็นภาพความโศกเศร้าอีกครั้งเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ บาร์แห่งหนึ่งในสกีรีสอร์ทชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ มีผู้เสียชีวิตประมาณ 40 ราย และบาดเจ็บกว่า 115 คน ซ้ำรอยกรณีซานติก้าผับ โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของไทย

เหตุการณ์ไฟไหม้บาร์ชื่อ “เลอ คองสเตลลาซิยง” เกิดขึ้นเช้ามืดของวันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสาเหตุอย่างละเอียดโดยทางการสวิตเซอร์แลนด์ ยังไม่สรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่มีรายงานจากผู้เห็นเหตุการณ์ถึงเปลวไฟที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว และทางหนีไฟที่คับแคบเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ยากต่อการอพยพออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย เหตุการณ์นี้ตอกย้ำบทเรียนจากอดีตที่คนไทยจำไม่ลืม คือไฟไหม้ซานติก้าผับในกรุงเทพฯ ช่วงเทศกาลปีใหม่ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 ซึ่งกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ความปลอดภัยของสถานบันเทิงไทย
ซานติก้า…ความสุขที่กลายเป็นความเศร้า
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 ซานติก้าผับ เป็นสถานบันเทิงยอดนิยมในย่านเอกมัย ที่มีการจัดงานในช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่มีคนมากกว่า 1,000 คน เข้าร่วมงานเพื่อฉลองค่ำคืนปีใหม่ จำนวนคนที่มากกว่า ความจุที่ปลอดภัย ของอาคารที่แท้จริง สาเหตุไฟไหม้โดยสันนิษฐานคือ ประกายไฟจากการจุดพลุจากดอกไม้ไฟภายใน ที่สัมผัสวัสดุตกแต่งที่ติดไฟได้ง่ายบริเวณเพดานและผนัง ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วพร้อมควันดำหนาทึบ
แต่สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นคือ ทางหนีไฟน้อยและเข้าถึงได้ยาก เมื่อไฟเริ่มลุกขึ้น ผู้คนพยายามเบียดฝ่าฝูงชนไปยังทางออกเพียงไม่กี่ทาง ส่งผลให้เกิดการทับถมจนเสียชีวิตจากการสำลักควันและถูกเหยียบจนเสียชีวิต ไม่มีระบบเตือนภัยหรือระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่เพียงพอ วัสดุที่ใช้ตกแต่งภายในง่ายต่อการติดไฟและปล่อยควันพิษ และความหนาแน่นของคนมากเกินกว่าความจุที่ปลอดภัยของสถานที่
เหตุการณ์นั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 67 ราย และกว่า 200 คนได้รับบาดเจ็บ หลายชีวิตของผู้ที่มาร่วมฉลองปีใหม่กลับต้องจบลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ทำไมโศกนาฏกรรมแบบนี้ยังเกิดซ้ำ?
แม้เหตุการณ์ในสวิตเซอร์แลนด์ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่หลายจุดที่มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการอพยพและโครงสร้างทางหนีไฟสะท้อนให้เห็น “จุดอ่อนเดียวกัน” ที่เห็นในกรณีของซานติก้า ทั้งการควบคุมจำนวนคนเข้าพื้นที่ สถานที่ที่มีคนหนาแน่นเกินกำหนดยากต่อการอพยพเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน โครงสร้างหนีไฟและทางออกฉุกเฉินไม่เพียงพอหรือคับแคบ ทำให้ลักษณะการอพยพกลายเป็นคอขวด วัสดุตกแต่งอาคารที่ติดไฟได้ง่าย สร้างควันพิษหนักและไฟลุกลามเร็ว ไม่มีระบบเตือนภัยหรือป้ายทางหนีไฟที่ชัดเจน ทำให้คนเกิดความสับสนเมื่อไฟลุกขึ้น การละเลยความปลอดภัยเพื่อความบันเทิง เช่น การให้เล่นดอกไม้ไฟในที่ปิด
หลังเหตุการณ์ซานติก้า รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุซ้ำรอยในหลายกรณี เช่น
- กฎหมายควบคุมอาคารและสถานบันเทิง ให้มีระบบทางหนีไฟ, ป้ายออกฉุกเฉิน, ระบบเตือนภัย และอุปกรณ์ดับเพลิงที่พร้อมใช้งาน
- การกำหนดความจุสูงสุดของอาคาร โดยการตรวจสอบตามมาตรฐาน
- การจำกัดและห้ามใช้วัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่าย ในการตกแต่งภายในสถานที่สาธารณะ
- การตรวจสอบและออกใบอนุญาตอย่างจริงจัง โดยเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบจะดูระบบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น หากหน่วยงานรัฐต้องตรวจเข้มและบังคับใช้กฎหมายจริงจัง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต้องไม่ละเลยมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งการจัดอุปกรณ์, ป้ายทางหนีไฟ, ระบบเตือน และการประเมินความเสี่ยงเป็นสิ่งพื้นฐานที่ต้องมี ต้องจำกัดจำนวนคนให้สอดคล้องกับความปลอดภัย โดยเฉพาะในเทศกาลหรือกิจกรรมที่คาดว่าจะมีคนจำนวนมาก
สำหรับประชาชนทั่วไป หากต้องไปเที่ยวสถานบันเทิงและตกอยู่ในสถานการณ์ไม่คาดคิด ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีข้อแนะนำ ดังนี้
- การใช้บริการของสถานบริการและสถานบันเทิง ควรตรวจสอบการใช้งานของระบบป้องกันอัคคีภัยของอาคาร และบริเวณโดยรอบสถานบริการ
- ศึกษาข้อมูลเส้นทางหนีไฟ ประตูฉุกเฉินภายในอาคารที่เข้าไปใช้บริการ
- กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ผู้มาใช้บริการต้องมีสติสัมปชัญญะ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ประกอบการหรือผู้จัดงานอย่างเคร่งครัดตามที่มีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบ
- หมอบคลานต่ำหรือย่อตัวใกล้กับระดับพื้นมากที่สุด เนื่องจากอากาศบริสุทธิ์อยู่เหนือระดับพื้นไม่เกิน 1 ฟุต เพื่ออพยพไปสู่ประตูทางออกฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด
- หากเป็นอาคารสูง งดการใช้ลิฟท์ หรือบันไดในอาคารในการอพยพ ควรใช้บันไดหนีไฟนอกอาคาร เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูดควัน
โศกนาฏกรรมทั้งสองเหตุการณ์ ไม่ได้เป็นความสูญเสียอีกครั้งหนึ่งที่เกิดและผ่านเลยไป แต่คือสัญญาณเตือนถึงความสำคัญของการจัดการความปลอดภัยในกิจกรรมสาธารณะ เพราะความปลอดภัยในเทศกาลคือสิทธิพื้นฐานของประชาชน ที่ “ความสุขในค่ำคืน…ไม่ควรต้องแลกด้วยความสูญเสียในเช้าวันใหม่”



