
สิงคโปร์สั่งปรับแพลตฟอร์ม ปราบโฆษณาลวง – บัญชีปลอม โทษปรับสูงถึง 27 ล้านบาท ภัยออนไลน์ลด 80% ขณะที่ไทยปรับแค่ 100,000 บาท ไม่มีอำนาจสั่งลบเนื้อหา สภาผู้บริโภคเร่งหน่วยงานออกกฎหมายกำหนดความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มให้ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคเสียหายเพียงลำพัง
ปี 2566 แพลตฟอร์มในเครือเมตา (Meta) ทั้งเฟซบุ๊ก (Facebook), วอทซ์แอป (WhatsApp)และ อินสตาแกรม (Instagram) ในสิงคโปร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีหลอกลวงกว่า 50% ของคดีทั้งหมด สร้างความเสียหายรวมราว 280 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 7,129 ล้านบาท รัฐบาลสิงคโปร์เอาจริงสั่งปรับแพลตฟอร์ม โทษสูงถึง 27 ล้านบาท สถานการณ์ในไทยหนักกว่า ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ระบุว่ามีผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ในไทยกว่า 60 – 70% เริ่มต้นจากเฟซบุ๊ก แต่กฎหมายยังมีช่องโหว่ สภาผู้บริโภคเรียกร้องหน่วยงานกำกับดูแลออกกฎหมายเอาผิดแพลตฟอร์ม อย่าปล่อยผู้บริโภครับกรรม
สิงคโปร์ออกกฎหมายเปลี่ยนพฤติกรรมแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่
รัฐบาลสิงคโปร์ ออกมาเปิดเผยถึงคดีหลอกลวงแบบแอบอ้างบุคคลสำคัญในสิงคโปร์พุ่งขึ้นกว่าสามเท่าในเวลาเพียงหนึ่งปี จาก 589 คดีในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เป็น 1,762 คดีในช่วงเดียวกันของปี 2568 มูลค่าความเสียหายเกือบสองเท่าไปถึง 126.5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 3,214 ล้านบาท สิงคโปร์จึงเลือกออกกฎหมาย Online Criminal Harms Act (OCHA) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 โดยให้อำนาจกระทรวงมหาดไทย (Ministry of Home Affairs) สั่งแพลตฟอร์มดิจิทัลได้โดยตรง ทั้งการลบบัญชีผู้ใช้ บล็อกเว็บไซต์ และระงับแอปพลิเคชันที่ต้องสงสัยว่าใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางอาชญากรรม
ต่อมาในเดือนเดียวกัน รัฐบาลสิงคโปร์ใช้อำนาจตามกฎหมาย OCHA ออกคำสั่งอย่างเป็นทางการไปยังเมตาในฐานะบริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ให้เพิ่มมาตรการปราบโฆษณาหลอกลวงและบัญชีปลอมที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนี้ ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของ ACSC อ้างว่าความเสียหายที่มีต้นตอจากเฟซบุ๊กในสิงคโปร์ลดลงถึง 80% หลังบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว
ทั้งนี้ กฎหมาย OCHA ยังกำหนดให้รัฐบาลสามารถออกหลักปฏิบัติ (Code of Practice) บังคับให้แพลตฟอร์มต้องดำเนินการเชิงรุก ครอบคลุมตั้งแต่การวางระบบป้องกันการหลอกลวง การตรวจจับบัญชีต้องสงสัย การให้ความรู้แก่ผู้ใช้งาน ไปจนถึงการอำนวยความสะดวกในการติดตามเงินคืนให้ผู้เสียหาย หากแพลตฟอร์มใดไม่ปฏิบัติตามหลักปฏิบัติดังกล่าว สิงคโปร์สั่งปรับแพลตฟอร์ม ออกคำสั่งให้แก้ไข และหากยังเพิกเฉย ถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษปรับสูงสุด 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 27 ล้านบาท
หลังจากนั้น กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ได้ประกาศใช้กฎหมายย่อยภายใต้กฎหมาย OCHA โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ คารูเซลล์ (Carousell) และเฟซบุ๊กต้องตรวจสอบยืนยันตัวตนของผู้ขายและผู้ลงโฆษณาที่มีความเสี่ยง ขณะที่แพลตฟอร์มส่งข้อความอย่างวอทซ์แอป อินสตาแกรม เทเลแกรม (Telegram) และวีแชท (WeChat) ต้องตรวจจับและกำจัดบัญชีปลอม พร้อมรายงานต่อเจ้าหน้าที่รัฐเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2567 นอกจากนี้ แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ยังต้องออกแบบระบบให้ผู้ซื้อชำระเงินได้เฉพาะหลังจากสินค้าได้รับการยืนยันการจัดส่งแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นมาตรการที่ปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกให้โอนเงินก่อนแล้วหายตัวไป และหากตัวเลขคดีหลอกลวงบนแพลตฟอร์มใดไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งให้แพลตฟอร์มนั้นตรวจสอบตัวตนของผู้ขายและผู้ลงโฆษณาทุกราย
ไทยมีกฎหมาย แต่แพลตฟอร์มไม่ต้องรับผิด
สำหรับประเทศไทยมีกรอบกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ผ่านพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 หรือที่เรียกว่า กฎหมาย DPS มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยมีสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เป็นหน่วยงานกำกับดูแล ล่าสุดยังมีประกาศประกาศสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการกำกับดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2568
แต่สาระสำคัญของกฎหมายเหล่านี้คือ การบังคับให้แพลตฟอร์มแจ้งข้อมูลการประกอบธุรกิจ มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียน และแจ้งผู้ใช้ล่วงหน้าหากจะยุติบริการ ไม่ใช่การกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการหลอกลวงที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ของแพลตฟอร์ม และที่สำคัญที่สุดกฎหมายดังกล่าวไม่มีกลไกให้รัฐสั่งแพลตฟอร์มลบเนื้อหาหรือบัญชีหลอกลวงได้โดยตรงและทันที อย่างที่กฎหมาย OCHA ของสิงคโปร์สามารถทำได้
อย่างไรก็ตาม กฎหมาย DPS มีลักษณะเป็นกฎหมายเชิงกำกับดูแลและแจ้งข้อมูล มากกว่ากฎหมายที่ให้อำนาจบังคับใช้มาตรการเชิงรุก โทษสูงสุดสำหรับแพลตฟอร์มที่ไม่แจ้งข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด อยู่ที่จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งยังห่างไกลจากระดับที่จะสร้างแรงกดดันต่อแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ระดับโลกที่มีรายได้หลายแสนล้านบาทต่อปี และที่สำคัญคือกฎหมายดังกล่าวยังไม่มีกลไกให้รัฐสั่งแพลตฟอร์มลบเนื้อหาหรือบัญชีหลอกลวงได้โดยตรงในทันที อย่างที่กฎหมาย OCHA ของสิงคโปร์สามารถทำได้
วันนี้อาจร่วมมือดี แต่ไม่มีอะไรรับประกันพรุ่งนี้
ในทางปฏิบัติ ศูนย์ ACSC ของไทยสามารถส่งคำขอปิดกั้นลิงก์ URL ที่ใช้หลอกลวงได้ถึง 500 รายการต่อวัน และมีความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอื่น เช่น ติ๊กต๊อก (TikTok) และเมตาที่สามารถปิดกั้นเนื้อหาได้ภายในวันเดียวในหลายกรณี ขณะที่กูเกิลเพลย์สโตร์ (Google Play Store) มีตัวแทนในประเทศไทยซึ่งสามารถปิดแอปพลิเคชันหลอกลวงได้รวดเร็วเช่นกัน
ทว่าในระบบที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติภาระหน้าที่ไว้ชัดเจน ขอบเขตและความเร็วของการตอบสนองขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพลตฟอร์มแต่ละราย วันนี้อาจร่วมมือได้ดี แต่ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ดังนั้น ความร่วมมือโดยสมัครใจจึงไม่อาจทดแทนกลไกทางกฎหมายที่ผูกพันได้
แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่แจ้งข้อมูล
ในระบบที่แพลตฟอร์มไม่มีภาระรับผิดชอบทางกฎหมายต่อความเสียหายจากการหลอกลวงที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ของตัวเอง ผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อจึงต้องแบกรับผลกระทบเพียงลำพัง ทั้งต้นทุนในการร้องเรียน เวลาที่สูญเสียไปกับกระบวนการพิสูจน์ความเสียหาย และความไม่แน่นอนว่าจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ ขณะที่แพลตฟอร์มซึ่งเป็นพื้นที่ที่ความเสียหายเกิดขึ้นไม่ต้องรับผิดในทางใดทั้งสิ้น
ขณะที่สิงคโปร์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อกฎหมายกำหนดภาระรับผิดชอบของแพลตฟอร์มและมีบทลงโทษที่ชัดเจน แพลตฟอร์มก็พร้อมจะลงมือจัดการปัญหา และทำให้ความเสียหายลดลงได้จริง
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับกลไกทางกฎหมายอย่างน้อย 3ด้าน ได้แก่ หนึ่ง กำหนดให้รัฐมีอำนาจสั่งแพลตฟอร์มดำเนินการเชิงรุกได้โดยตรงเมื่อตรวจพบภัยออนไลน์ สอง ปรับบทลงโทษให้สมดุลกับขนาดและรายได้ของแพลตฟอร์ม และสาม กำหนดความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ของแพลตฟอร์ม
ตราบใดที่กฎหมายไทยยังเป็นเพียงกรอบการแจ้งข้อมูล ไม่ใช่กรอบความรับผิดชอบ แพลตฟอร์มระดับโลกที่ทำกำไรจากผู้ใช้งานในประเทศก็ไม่มีเหตุผลจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และผู้บริโภคไทยก็จะยังต้องแบกรับความเสี่ยงต่อไป ในขณะที่บริษัทมหาชนระดับโลกที่ทำกำไรจากพื้นที่เดียวกันนั้นไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย



