Ribbon

ตั้งบอร์ด 77 จังหวัด ดึง องค์กรผู้บริโภค ร่วมวง ยุติปัญหา สายสื่อสารมรณะ

ตั้งบอร์ด 77 จังหวัด ดึง องค์กรผู้บริโภค ร่วมวง ยุติปัญหา สายสื่อสารมรณะ

สภาผู้บริโภค ประกาศความสำเร็จนโยบายพุ่งเป้า “จัดระเบียบสายสื่อสาร” ล่าสุดผนึกกำลังกระทรวงมหาดไทยจัดตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการจัดระเบียบสายสื่อสารใน 77 จังหวัด ดึงภาคประชาชนร่วมกำกับ หวังยุติโศกนาฏกรรมรายวัน หลังพบอุบัติเหตุซ้ำซ้อน 2 วันของเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิต ขณะที่ปี 2568 พบเรื่องร้องเรียนปัญหาสายสื่อสารที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน กว่า 1,662 กรณี

มลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้กำหนดให้เรื่องความปลอดภัยของสายสื่อสารเป็นหนึ่งในนโยบายพุ่งเป้า ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข โดยอาศัยกลไกเครือข่ายองค์กรของผู้บริโภคทั่วประเทศในการลงพื้นที่เฝ้าระวังและรวบรวมข้อมูล จนพบตัวเลขเรื่องร้องเรียนในปี 2568 ที่ผ่านมาสูงกว่า 1,662 กรณี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภค ที่อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ซึ่งผู้บริโภคมีสิทธิได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการและผู้บริโภคมีสิทธิที่จะรับการพิจารณาและชดเชยความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิ และชี้ชัดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสี่ยงต่อชีวิตผู้บริโภค นำไปสู่การจัดทำรายงานชี้มูลการละเลยการกระทำของหน่วยงานรัฐ

จากข้อมูลการเฝ้าระวังดังกล่าว สภาผู้บริโภคได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 จัดทำรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภค เสนอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อชี้ให้เห็นถึงสภาพปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ดังที่ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์จากเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ในพื้นที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่มีผู้เสียชีวิตจากการถูกสายสื่อสารเกี่ยวขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ และเหตุการณ์ต่อเนื่องในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ย่านบางนา – ตราด กม.56 ที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บในลักษณะเดียวกัน ทั้งสองกรณีคือผลพวงจากการขาดการบำรุงรักษาและไร้มาตรการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

มลฤดี กล่าวต่อว่า สภาผู้บริโภคได้ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและลดช่องว่างการบริหารงาน จนกระทั่งนำไปสู่การกระจายอำนาจการจัดการลงสู่พื้นที่ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการจัดระเบียบสายสื่อสาร ครบทั้ง 77 จังหวัด โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือตัวแทนจากเครือข่ายผู้บริโภคและหน่วยงานประจำจังหวัดเข้าร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งถือเป็นกลไกใหม่ที่จะช่วยอุดช่องโหว่เดิมที่การสั่งการมักกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้าและไม่ทันต่อความสูญเสีย

“อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากสายสื่อสารที่ซ้ำซาก คือหลักฐานที่ยืนยันว่าไม่สามารถรอการแก้ไขจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวได้ การมีคนในพื้นที่ร่วมเป็นคณะกรรมการจะช่วยให้การชี้เป้าปัญหาทำได้ตรงจุด ช่วยบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการไฟฟ้าฯ ในการสำรวจและรื้อถอน ‘สายตาย’ หรือสายสื่อสารที่ไม่ได้ใช้งานออกจากเสาไฟฟ้า รวมถึงสร้างแรงกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบทันที โดยไม่ต้องรอให้เกิดความสูญเสียก่อนแล้วค่อยดำเนินการ” มลฤดี กล่าว

นอกจากการสร้างกลไกในระดับพื้นที่แล้ว รายงานการละเลยการกระทำฯ ที่สภาผู้บริโภคจัดทำขึ้น ยังระบุข้อเสนอเชิงนโยบายไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค ประกอบด้วย การกำหนดบทลงโทษทางปกครองที่รุนแรงขึ้นกับผู้ประกอบการที่ละเลยมาตรฐานความปลอดภัย การจัดตั้งกองทุนเพื่อการรื้อถอนสายสื่อสารเก่า และข้อเสนอให้บังคับผู้ขอพาดสายต้องทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก เพื่อเป็นหลักประกันการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคยืนยันว่าจะยังคงเฝ้าระวังและติดตามการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกคณะกรรมการระดับจังหวัด หากพบว่าคงมีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนนำไปสู่ผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค สภาผู้บริโภคพร้อมจะใช้สิทธิทางกฎหมายในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อสร้างบรรทัดฐานการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้บริโภคที่พบเห็นสายสื่อสารเสี่ยงอันตราย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่ เว็บไซต์สภาผู้บริโภค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง