Ribbon

เสนอปฏิรูป ประกันสังคม ชี้กติกาเลือกบอร์ดใหม่ สิทธิผู้ประกันตนหาย 80%

เสนอปฏิรูปประกันสังคม ชี้กติกาเลือกบอร์ดใหม่ สิทธิผู้ประกันตนหาย 80%

การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการเลือกตั้งคณะกรรมการ ประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงสิทธิของผู้ประกันตน จากเดิมที่ผู้ประกันตน 1 คนสามารถลงคะแนนเลือกผู้แทนได้สูงสุด 7 คน ตามสัดส่วนบอร์ดฝ่ายผู้ประกันตน มาเป็นการเลือกได้เพียง 1 คน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่ออำนาจและสิทธิของผู้ประกันตนโดยตรง กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าเตรียมเสนอ 3 แนวทางปฏิรูปประกันสังคม พร้อมแยกออกจากระบบราชการ

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคม ระบุว่า ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปี 2566 รูปแบบการเลือกผู้แทนได้หลายคนเปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่มีจุดยืนและแนวทางการทำงานร่วมกันสามารถเข้ามาทำงานเป็นทีม มีเอกภาพในการขับเคลื่อนนโยบายและการปฏิรูปประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสิทธิประโยชน์ การตรวจสอบการใช้งบประมาณ หรือการบริหารการลงทุนของกองทุนประกันสังคม

หากเปลี่ยนมาเป็นระบบเลือกผู้แทนได้เพียงคนเดียว จะทำให้ผู้แทนที่ได้รับเลือกกระจัดกระจาย ขาดการทำงานเป็นทีม และอาจทำให้การผลักดันนโยบายที่มีความก้าวหน้าเป็นไปได้ยากขึ้น โดยมีความเสี่ยงที่จะย้อนกลับไปสู่รูปแบบเดิมที่ผู้แทนทำหน้าที่อย่างโดดเดี่ยว และไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้

สิทธิผู้ประกันตนหายไปกว่า 80%

นอกจากนี้ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อร่างกฎกระทรวงว่าด้วยระเบียบการเลือกตั้ง ซึ่งสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้เสนอ ว่ามีประเด็นที่น่ากังวล 2 ประการ ประเด็นแรก คือ การจำกัดสิทธิของผู้ประกันตนจากการเลือกผู้แทนได้ 7 คน เหลือเพียง 1 คน ซึ่งเท่ากับลดอำนาจการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนลงอย่างมาก โดยหากคำนวณในเชิงสัดส่วน สิทธิที่เคยมีอยู่ 100% จะลดลงเหลือประมาณ 16% หรือหายไปมากกว่า 80%

ประเด็นที่สอง คือ การให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งของประกันสังคมในการกำหนดเงื่อนไขและวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่น เรื่องจริยธรรม ความสามารถที่ประจักษ์ หรือความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งเห็นว่าเป็นการพิจารณาคุณสมบัติที่อาจเกินขอบเขตของพระราชบัญญัติ และอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการมีจุดยืนหรือความคิดเห็นทางการเมืองถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้สำนักงานประกันสังคมจะอธิบายแนวคิดดังกล่าวว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบมีแต้มต่อ” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่ไม่มีทีมหรือไม่ได้รับความนิยมสูงมีโอกาสเข้าสู่บอร์ดได้ แต่ในทางปฏิบัติอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ผู้แทนซึ่งได้รับคะแนนเสียงแตกต่างกันอย่างมาก เช่น หลักแสนเสียงกับเพียงไม่กี่พันเสียง กลับมีจำนวนที่นั่งเท่ากัน สะท้อนถึงกระบวนการลดทอนอำนาจทางประชาธิปไตยของผู้ประกันตนและประชาชนโดยรวม

ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเข้ามาทำงานในบอร์ด ถือเป็นผลลัพธ์สำคัญของระบบการเลือกตั้งที่ยึดโยงกับผู้ประกันตนและประชาชนทั่วไปอย่างแท้จริง โดยเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมหลายประเด็น ซึ่งล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวของผู้ประกันตน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเพิ่มเงินทดแทนกรณีว่างงาน การเพิ่มค่าเดินทางไปพบแพทย์ของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 รวมถึงความพยายามในการผลักดันการปรับเปลี่ยนสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพ

“ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนคนธรรมดาสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและยกระดับสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสังคมได้จริง” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว

ปัญหาไม่ใช่ ประกันสังคม แต่คือระบบราชการ

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปประกันสังคมในประเด็นสำคัญ 3 ด้าน เพื่อปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย โปร่งใส และยึดโยงกับผู้ประกันตนมากขึ้น

ประเด็นแรก คือ การนำประกันสังคมออกจากระบบราชการ และปรับสถานะให้เป็นองค์กรอิสระ โดยเสนอให้ใช้รูปแบบการบริหารที่คล้ายกับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) เขามองว่า ความเสื่อมศรัทธาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากตัวระบบประกันสังคมเอง แต่เกิดจากระบบราชการที่เข้ามาบริหาร การปรับโครงสร้างดังกล่าวไม่ใช่การแปรรูปเป็นเอกชน หากแต่เป็นการดึงอำนาจการบริหารออกจากระบบราชการ และคืนอำนาจให้กับผู้ประกันตน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากขึ้น

ประเด็นที่สอง คือ การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารและเพิ่มความโปร่งใส โดยเสนอให้คณะกรรมการประกันสังคมที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้มีอำนาจคัดเลือกเลขาธิการ หรือผู้บริหารสูงสุดของสำนักงาน รวมถึงมีอำนาจในการอนุมัติตำแหน่งสำคัญ เช่น คณะกรรมการบริหารการลงทุน และผู้บริหารด้านสิทธิประโยชน์ เพื่อให้เกิดกลไกการตรวจสอบ

ประเด็นที่สาม คือ การปฏิรูปสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาล ผ่านการบูรณาการร่วมกับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง โดยให้ผู้ประกันตนมีสิทธิบัตรทองเป็นสิทธิพื้นฐาน และให้ประกันสังคมทำหน้าที่เป็นระบบเสริม ในส่วนที่บัตรทองไม่ครอบคลุม

“เราไม่ได้เสื่อมศรัทธากับประกันสังคม แต่เราเสื่อมศรัทธากับระบบราชการที่ครอบประกันสังคมอยู่ เพราะฉะนั้น นี่สิ่งที่เราต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพื่อให้องค์กรสวัสดิการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ สามารถเป็นหลังพิงให้ประชาชนได้” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ให้ความเห็น

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ระบุว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญที่สุดที่ผู้ประกันตนจะสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของระบบประกันสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม หลังจากที่ผ่านมา บทบาทของผู้ประกันตนส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เพียงการเข้าร่วมประชาพิจารณ์ ซึ่งเป็นเพียงการเสนอความเห็น และไม่ได้มีผลผูกพันต่อการตัดสินใจ เนื่องจากรัฐมนตรีสามารถยืนยันหรือไม่รับข้อเสนอได้

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นนี้ ผู้ประกันตนยังสามารถแสดงจุดยืนผ่านการเข้าร่วมประชาพิจารณ์เกี่ยวกับร่างระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยสามารถให้ความเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ ได้ที่ https://law.go.th/ ตั้งแต่วันนี้ – 14 กุมภาพันธ์ 2569 หากไม่เห็นด้วยกับร่างระเบียบใหม่ สามารถระบุความไม่เห็นด้วยในทุกประเด็น พร้อมให้เหตุผลและเสนอให้กลับไปใช้ระเบียบการเลือกตั้งตามรูปแบบปี 2566

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ย้ำว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการประชาพิจารณ์ คือ การใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีความหมายอย่างมากต่ออนาคตของการปฏิรูปประกันสังคม เนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและทิศทางนโยบายของระบบประกันสังคมขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหาร ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและนายกรัฐมนตรี

“ประเด็นประกันสังคมไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองหรือมีเฉดสี แต่เป็นเรื่องของสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของผู้ประกันตนทุกคน ไม่ว่าประชาชนจะมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร ทุกคนควรได้รับสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์กล่าวทิ้งท้าย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง