| Getting your Trinity Audio player ready... |

คดีฟ้องเฟซบุ๊ก นัดแรก แพลตฟอร์ม – แอปพลิเคชัน – ธนาคาร มาศาล ด้านสภาผู้บริโภคย้ำเป้าหมายผลักดันให้แพลตฟอร์มและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องร่วมรับผิดชอบ พร้อมยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจากภัยออนไลน์ นัดพร้อมครั้งหน้า 9 พฤศจิกายน 2569
วันนี้ (3 สิงหาคม 2569) ศาลแพ่งได้นัดพิจารณาครั้งแรก ในคดีที่สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก จำนวน 17 บริษัท เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ ผ่านการหลอกลวงบนเฟซบุ๊ก จำนวน 10 ราย โดยวันนี้ถือเป็นการนัดพร้อมของ 3 คดีแรก จากทั้งหมด 10 คดี โดยมีนางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค พร้อมทีมทนายความ และผู้เสียหาย เดินทางมายังศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ตามนัดพร้อมของศาล

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นการฟ้องร้องแพลตฟอร์มดิจิทัลครั้งแรกของประเทศไทย โดยสภาผู้บริโภคยื่นฟ้องเป็นคดีนำร่องรวม 10 คดี แบ่งเป็นคดีที่ศาลแพ่ง 3 คดี และศาลแพ่งใต้ 7 คดี ซึ่งการนัดพร้อมในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการพิจารณา
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีมีจำเลยหลายราย แต่ละรายมีทีมทนายความและมีสิทธิดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย จึงทำให้การดำเนินคดีมีความซับซ้อนและมีข้อจำกัดในหลายด้าน เช่น การกำหนดวันนัดที่ต้องสอดคล้องกับคู่ความทุกฝ่าย แต่สภาผู้บริโภคเคารพสิทธิของทุกฝ่าย และพร้อมดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่
“แม้การนัดพร้อมครั้งนี้ยังไม่สามารถเข้าสู่การหารือเรื่องการเยียวยาผู้เสียหายได้ตามที่คาดหวัง แต่สภาผู้บริโภคยังยืนยันเจตนารมณ์เดิมว่า การฟ้องคดีครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้ผู้เสียหายทั้ง 10 รายได้รับการเยียวยาเท่านั้น หากแต่ต้องการให้คดีนี้เป็น “คดีนำร่อง” ที่สร้างบรรทัดฐานความรับผิดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อความเสียหายของผู้บริโภคในอนาคต” สารี กล่าว
สารี ย้ำว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค บริษัทเมตาควรเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เนื่องจากเป็นต้นทางที่มิจฉาชีพใช้เผยแพร่โฆษณาและสร้างเพจหลอกลวงผู้บริโภค อีกทั้งในหลายกรณีแพลตฟอร์มยังได้รับรายได้จากค่าโฆษณาที่มิจฉาชีพใช้เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค ส่วนผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันรายอื่น ถือเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ติดต่อ ชักชวน และหลอกลวงผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารในฐานะผู้ให้บริการทางการเงิน ควรมีระบบตรวจสอบและมาตรการป้องกันธุรกรรมที่รัดกุมมากกว่านี้ เพื่อคุ้มครองเงินของผู้บริโภค
“หากผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งในกระบวนการทั้งหมดมีระบบตรวจสอบหรือมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ความเสียหายก็อาจไม่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค ดังนั้น ผู้ให้บริการทุกภาคส่วนจึงควรร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราคาดหวังจากการเจรจาไม่ใช่เพียงเม็ดเงินเยียวยาผู้เสียหาย แต่ต้องการเห็นมาตรการเชิงป้องกันที่จะช่วยลดความเสียหายของผู้บริโภครายอื่นในอนาคต” เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าว
สำหรับการดำเนินคดีกับเฟซบุ๊กและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องครั้งนี้ สภาผู้บริโภคไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเยียวยาผู้เสียหายแค่ในคดีนี้ แต่ต้องการเห็นผู้ประกอบธุรกิจทั้ง 4 กลุ่มร่วมกันยกระดับมาตรการป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ เช่น การคัดกรองและระงับโฆษณาที่เป็นเท็จหรือหลอกลวง การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อตรวจจับข้อความหรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายหลอกลงทุน ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบธุรกรรมของธนาคาร เพื่อหยุดยั้งการโอนเงินไปยังบัญชีมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที โดยหวังว่าผลของคดีนี้จะนำไปสู่การยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในระยะยาว

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันผู้บริโภคแทบไม่สามารถแยกแยะได้ว่าข้อความหรือโฆษณาที่ได้รับผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน และไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว
นัดพร้อม คดีฟ้องเฟซบุ๊ก อีกครั้ง 9 พฤศจิกายน

ด้าน นันณภัชสรณ์ เตชปัญญาพิพัฒน์ ทนายความผู้รับผิดชอบคดี เปิดเผยว่า เนื่องจากคดีนี้มีจำเลยจำนวนมาก และบางรายเป็นบริษัทต่างประเทศ ทำให้การรับหมายเรียกและการยื่นคำให้การของแต่ละรายมีระยะเวลาแตกต่างกัน อีกทั้งจำเลยบางส่วนได้ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ศาลจึงต้องรอให้จำเลยทุกฝ่ายยื่นคำให้การครบถ้วนก่อน จึงจะสามารถส่งคำร้องเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไปได้
ทั้งนี้ ศาลได้นัดจำเลยยื่นคำให้การอีกครั้งในวันที่ 19 ตุลาคม และนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ยและกำหนดแนวทางการสืบพยานในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569
ส่วนคดีที่เหลืออีก 7 คดี ศาลได้นัดพร้อมในวันที่ 10, 17 และ 31 สิงหาคม 2569 โดยสภาผู้บริโภคขอเชิญชวนผู้บริโภคร่วมติดตามความคืบหน้าของคดี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่จะกำหนดบรรทัดฐานความรับผิดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อความเสียหายของผู้บริโภคจากภัยออนไลน์ในประเทศไทย



