สารจากประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค

“การแก้ปัญหาของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน
ต้องเริ่มจากนโยบายของรัฐ
ที่ไม่เอื้อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ
และต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ในการกำหนดทิศทางของกติกาสาธารณะ”
บุญยืน ศิริธรรม
ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค
ตลอดระยะเวลาที่ข้าพเจ้าได้ทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นระยะเวลากว่า 3-4 ทศวรรษ สิ่งหนึ่งที่พบเห็นมาโดยตลอด คือ ผู้บริโภคไทยยังคงเผชิญกับความไม่เป็นธรรมในหลายมิติ และในหลายกรณี ผู้ที่เอาเปรียบประชาชนมากที่สุดกลับไม่ใช่เพียงภาคธุรกิจเอกชน หากแต่รวมถึงหน่วยงานของรัฐเอง ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดนโยบาย กติกา และโครงสร้างที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของประชาชน
การก่อตั้งและการทำงานของสภาผู้บริโภค จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อต่อสู้กับใครเป็นการเฉพาะ แต่เกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็น “เสียงของผู้บริโภค” ในระบบนโยบายสาธารณะ ทำให้ปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่จริง ถูกได้ยิน ถูกนำมาพิจารณา และถูกผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
แม้สภาผู้บริโภคจะดำเนินงานภายใต้งบประมาณที่จำกัด แต่ข้อจำกัดดังกล่าวไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อความตั้งใจในการทำงาน ตรงกันข้าม กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือจากเครือข่ายผู้บริโภค องค์กรภาคประชาชน และสมาชิกในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไม่ย่อท้อ
การมุ่งหวังให้มีสมาชิกสภาผู้บริโภคครบทุกจังหวัด ไม่ใช่เพราะต้องการขยายองค์กรให้ใหญ่โต หากแต่เป็นความพยายามที่จะเปิดพื้นที่ให้เสียงร้องทุกข์ของผู้บริโภคในทุกภูมิภาคได้ถูกส่งต่ออย่างทั่วถึง และทำให้สภาผู้บริโภคสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าผู้บริโภคนั้นจะอยู่ในเมืองใหญ่หรือพื้นที่ห่างไกล
ในปีที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันการคุ้มครองผู้บริโภคในเชิงระบบ เราไม่ได้เน้นแค่ปกป้องสิทธิ แต่เน้นเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคด้วย โดยยืนยันหลักการสำคัญว่า การแก้ปัญหาของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากนโยบายของรัฐที่ไม่เอื้อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของกติกาสาธารณะ
ข้าพเจ้าขอขอบคุณเครือข่ายผู้บริโภคทุกคน ที่ยืนหยัดทำงานร่วมกันภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ง่าย และขอยืนยันว่า สภาผู้บริโภคจะยังคงทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง เป็นกลไกตรวจสอบ และเป็นพลังในการปกป้องสิทธิของผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะในท้ายที่สุด “ไม่มีใครเอาเปรียบผู้บริโภคได้ ถ้านโยบายของรัฐไม่เอื้อ”
สารจากเลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค
“สภาผู้บริโภคจะยังคงทำหน้าที่
เป็นกลไกสนับสนุนที่เข้มแข็ง
เพื่อให้ผู้บริโภคไทยมีพลัง มีเสียง
และได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง”
สารี อ๋องสมหวัง
เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค

5 ปี ที่สภาผู้บริโภคได้ฉายภาพความจริงและปัญหาของผู้บริโภค ท่ามกลางบริบทของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคเผชิญกับความเสี่ยงใหม่ ๆ จากสินค้า บริการ และนโยบายสาธารณะที่ซับซ้อนมากขึ้น ขณะเดียวกัน กลไกการคุ้มครองก็จำเป็นต้องพัฒนาให้ทันต่อสถานการณ์และเข้าถึงประชาชนได้จริง การคุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบัน จึงไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหารายกรณี หากแต่เป็นการทำงานเชิงระบบ
ในฐานะเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค มีหน้าที่สำคัญในการแปลงเจตนารมณ์ของสภาผู้บริโภคให้เกิดผลในทางปฏิบัติ สนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการ เครือข่ายสมาชิก และภาคประชาชน เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคไม่หยุดอยู่ที่ข้อเรียกร้อง แต่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดวิสัยทัศน์ในการเป็น กลไกสนับสนุนที่ทำให้ผู้บริโภคกล้าหาญ กล้าตรวจสอบ และไม่ยอมจำนนต่อความไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ในการกำหนดทิศทางการคุ้มครองผู้บริโภค
แม้ต้องดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ แต่สำนักงานฯ ได้มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบการทำงานให้คล่องตัว และสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคเกิดผลจริง
จากความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างต่อเนื่องใน 5 ปี ที่ผ่านมา การดำเนินงานในปี 2569 สำนักงานสภาผู้บริโภคจะมุ่งพัฒนาบทบาทจากการรองรับและสนับสนุนการแก้ไขปัญหา ไปสู่การทำงานเชิงป้องกันและเชิงนโยบายมากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การเสริมศักยภาพเครือข่ายผู้บริโภคในระดับจังหวัดและภูมิภาค เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างยั่งยืน การพัฒนาระบบข้อมูลและองค์ความรู้ด้านผู้บริโภค เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบและการกำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลที่รอบด้าน และการผลักดันให้เสียงของผู้บริโภคถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจของรัฐอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในนโยบายที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน
ข้าพเจ้าขอขอบคุณประชาชน ผู้บริโภค และผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภคภายใต้เงื่อนไขที่ท้าทาย และขอยืนยันว่า สำนักงานสภาผู้บริโภคจะยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนที่เข้มแข็ง เพื่อให้ผู้บริโภคไทยมีพลัง มีเสียง และได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง