| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภคเสนอ ทบทวนงบคมนาคม ปี 2570 กันงบบางส่วนเติมรถโดยสารจังหวัด ตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะ ลดค่าเดินทางและลดคนตายบนถนน
การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กำลังเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการ สภาผู้บริโภคเสนอให้รัฐบาลและรัฐสภาทบทวนทิศทางงบประมาณด้านคมนาคม โดยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าเดินทางที่ลดลง รถโดยสารสาธารณะที่ใช้ได้จริง ถนนที่ปลอดภัย ยานพาหนะที่ได้มาตรฐาน และการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน
ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565 – 2570 กำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในปี 2570 เหลือ 8,474 คน หรือ 12 คนต่อประชากรแสนคน และลดผู้บาดเจ็บสาหัสเหลือ 106,376 คน ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า ไทยยังมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนอยู่ในระดับสูง และมีเป้าหมายสนับสนุนไทยให้บรรลุอัตราการเสียชีวิต 12 คนต่อประชากรแสนคนภายในปี 2027
จากเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ปี 2570 กระทรวงคมนาคมได้รับงบประมาณ 176,513.5 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุน 163,088.9 ล้านบาท สะท้อนว่างบคมนาคมยังเป็นงบลงทุนก้อนใหญ่ของประเทศ สภาผู้บริโภคเห็นว่า งบก้อนนี้ควรถูกพิจารณาควบคู่กับเป้าหมายลดความสูญเสียบนถนน และควรตอบคำถามให้ได้ว่า ประชาชนเดินทางสะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น และจ่ายค่าเดินทางน้อยลงเพียงใด
อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนงานขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวว่า งบคมนาคมปี 2570 ควรถูกวัดจากชีวิตของประชาชนมากขึ้น
“คำถามสำคัญของงบคมนาคมปีนี้ คือ เงินก้อนนี้ช่วยให้ประชาชนเดินทางถูกลง ปลอดภัยขึ้น และลดจำนวนคนตายบนถนนได้จริงเพียงใด รัฐบาลมีเป้าหมายลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนอยู่แล้ว งบประมาณจึงควรเดินไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายนั้น” อดิศักดิ์กล่าว
ทบทวนงบคมนาคม บางส่วน เติมรถโดยสารจังหวัด

สภาผู้บริโภคเสนอให้กรรมาธิการงบประมาณพิจารณาทบทวนโครงการถนนใหม่หรือโครงการขยายถนนที่ความจำเป็นเร่งด่วนยังไม่ชัด และกันงบบางส่วน เช่น 10% ของงบลงทุนด้านคมนาคม ไปลงทุนกับระบบเดินทางที่ประชาชนใช้ได้จริง หากคิดจากงบลงทุนของกระทรวงคมนาคมปี 2570 วงเงินดังกล่าวจะอยู่ที่ประมาณ 1.63 หมื่นล้านบาท
ข้อเสนอเดิมของสภาผู้บริโภคได้ชี้ให้เห็นว่า การปรับงบบางส่วนไปลงทุนระบบขนส่งสาธารณะสามารถช่วยเพิ่มรถโดยสาร พัฒนาระบบ Feeder เชื่อมชุมชนกับรถไฟและรถไฟฟ้า สร้างทางเท้า ทางจักรยาน และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ รวมถึงช่วยลดค่าเดินทาง ลดการพึ่งพารถส่วนตัว และลดมลพิษทางอากาศได้
งบส่วนนี้ควรถูกจัดเป็นงบอุดหนุนเฉพาะกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่พร้อมลงทุนและบริหารระบบรถโดยสารสาธารณะ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาลนคร และเทศบาลเมือง โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว เมืองหลัก และจังหวัดที่ประชาชนยังขาดบริการรถโดยสารที่เพียงพอ ตัวอย่างเช่น อบจ.ภูเก็ต และ อบจ.กาญจนบุรี ซึ่งสะท้อนว่าท้องถิ่นสามารถจัดบริการเดินทางให้ตรงกับสภาพพื้นที่ได้ เมื่อมีงบประมาณ อำนาจ และการสนับสนุนทางเทคนิคที่เพียงพอ
งบอุดหนุนเฉพาะกิจควรครอบคลุมการจัดซื้อหรือเช่ารถโดยสาร รถโดยสารไฟฟ้า รถโดยสารขนาดเล็ก ระบบ Feeder จุดจอด ป้ายรถเมล์ ศูนย์ควบคุมการเดินรถ ข้อมูลตารางเดินรถ ระบบตั๋ว ค่าออกแบบเส้นทาง และมาตรการค่าโดยสารที่เป็นธรรม โดยให้ความสำคัญกับเส้นทางที่เชื่อมชุมชนกับโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด แหล่งงาน สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และแหล่งท่องเที่ยว
ตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะจังหวัด กัน 10% ของภาษีรถยนต์ที่ อบจ. ได้รับ
สภาผู้บริโภคเสนอให้รัฐบาลผลักดันข้อเสนอเรื่อง “กองทุนขนส่งสาธารณะจังหวัด” โดยให้แต่ละจังหวัดกันเงิน 10% ของภาษีรถยนต์ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้รับ เข้ากองทุนขนส่งสาธารณะจังหวัด เพื่อใช้เป็นเงินประจำสำหรับพัฒนาและอุดหนุนบริการรถโดยสารสาธารณะในพื้นที่
กองทุนนี้จะช่วยให้การพัฒนารถโดยสารสาธารณะเดินต่อได้ในระยะยาว จังหวัดจะมีงบรองรับการเดินรถ ค่าบำรุงรักษา การปรับปรุงเส้นทาง การอุดหนุนค่าโดยสารสำหรับกลุ่มเปราะบาง และการพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง
“ถ้าจังหวัดมีรายได้จากภาษีรถยนต์ ก็ควรกันเงินส่วนหนึ่งกลับมาสร้างทางเลือกให้คนที่ไม่มีรถ คนที่ไม่อยากใช้รถส่วนตัวทุกวัน และครอบครัวที่แบกรับค่าเดินทางสูง กองทุนขนส่งสาธารณะจังหวัดจะทำให้ท้องถิ่นมีเครื่องมือของตัวเองในการจัดรถโดยสารให้ประชาชน” อดิศักดิ์กล่าว
การใช้เงินกองทุนควรมีเงื่อนไขกำกับชัดเจน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีข้อมูลความต้องการเดินทางของประชาชน แผนเส้นทาง แผนค่าโดยสารที่เป็นธรรม มาตรฐานความปลอดภัยของรถและคนขับ ตารางเดินรถที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และระบบรายงานผลทุกปี เช่น จำนวนผู้โดยสาร ค่าเดินทางของครัวเรือนที่ลดลง ความพึงพอใจของประชาชน และการลดการใช้รถส่วนตัว
กองทุนตั๋วร่วมต้องมีแหล่งเงินชัด ไม่ดึงงบจากขนส่งสาธารณะต่างจังหวัด
อีกประเด็นที่สภาผู้บริโภคเห็นว่ากรรมาธิการงบประมาณควรตรวจสอบ คือ แหล่งเงินของ “กองทุนตั๋วร่วม” สำหรับรองรับนโยบายค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะมาตรการค่าโดยสารร่วม 17 – 45 บาท ที่รัฐบาลตั้งเป้าเริ่มใช้ในปี 2570
จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ รัฐบาลเคยวางกรอบวงเงินสำหรับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายปีงบประมาณ 2569 รวม 5,668 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินชดเชยรายได้ค่าโดยสาร 5,512 ล้านบาท และค่าพัฒนาระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง 156 ล้านบาท ต่อมารัฐบาลมีแนวทางปรับไปสู่มาตรการตั๋วร่วม 17 – 45 บาท และมีรายงานว่ากองทุนตั๋วร่วมอาจมีทุนประเดิมประมาณ 3,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังควรมีคำชี้แจงที่ชัดเจนว่า เงินที่จะเติมเข้ากองทุนมาจากแหล่งใด เพียงพอสำหรับการอุดหนุนค่าโดยสารในระยะยาวหรือไม่ และจะไม่เบียดบังงบพัฒนาขนส่งสาธารณะในจังหวัดอื่น
สภาผู้บริโภคเห็นว่า หากรัฐบาลต้องการสนับสนุนค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้เป็นธรรมและเข้าถึงได้จริง แหล่งเงินของกองทุนตั๋วร่วมควรถูกออกแบบอย่างโปร่งใส มีฐานรายได้ที่มั่นคง และผ่านการพิจารณาในระบบงบประมาณอย่างเปิดเผย ทางเลือกหนึ่งคือการทบทวนงบโครงการถนนใหม่หรือโครงการขยายถนนที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน แล้วกันงบบางส่วนมาเติมกองทุนตั๋วร่วม ควบคู่กับการตั้งงบอุดหนุนเฉพาะกิจให้ท้องถิ่นจัดรถโดยสารสาธารณะ
การใช้เงินลักษณะนี้ควรถูกกำกับด้วยตัวชี้วัดชัดเจน เช่น จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ค่าเดินทางเฉลี่ยที่ลดลง การลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล การลดมลพิษ และความเป็นธรรมระหว่างผู้ใช้ระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ กับประชาชนในต่างจังหวัดที่ยังไม่มีรถโดยสารประจำทางเพียงพอ
ถนนที่สร้างต้องช่วยลดการตาย
สภาผู้บริโภคเห็นว่า ถนนยังจำเป็นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะถนนที่ช่วยแก้ปัญหาจุดเสี่ยง ความปลอดภัย และการเข้าถึงบริการพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม โครงการถนนใหม่ โครงการขยายถนน และโครงการปรับปรุงถนนขนาดใหญ่ ควรถูกประเมินความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นออกแบบ
สภาผู้บริโภคเสนอให้โครงการถนนขนาดใหญ่มีการประเมินตามแนวทาง ThaiRAP Star Rating หรือเครื่องมือประเมินความปลอดภัยทางถนนที่เทียบเคียงได้ พร้อมทำ Road Safety Audit ก่อนก่อสร้าง ก่อนเปิดใช้ และหลังเปิดใช้ โดยคำนึงถึงผู้ใช้ถนนทุกกลุ่ม ทั้งผู้ขับขี่รถยนต์ ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ คนเดินเท้า ผู้ใช้จักรยาน ผู้สูงอายุ คนพิการ และเด็ก
ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของยานพาหนะ การพัฒนาสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย การประเมินและปรับปรุงถนนให้ปลอดภัย และการส่งเสริมการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ การเดิน และการใช้จักรยาน
งบถนนปี 2570 ควรตอบคำถามให้ชัดว่า โครงการใดช่วยลดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสได้จริง โครงการใดควรปรับจากการก่อสร้างถนนใหม่ไปเป็นการแก้จุดเสี่ยง ทางข้าม ทางเท้า ไฟส่องสว่าง มาตรการลดความเร็ว และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้ใช้ถนนที่เปราะบางกว่า
เพิ่มงบตรวจสอบรถโดยสาร รถไฟไหม้ และหมวกกันน็อก
สภาผู้บริโภคเสนอให้กันงบอีกส่วนหนึ่งสำหรับความปลอดภัยของยานพาหนะและอุปกรณ์คุ้มครองชีวิต เพราะการลดอุบัติเหตุทางถนนต้องดูทั้งถนน รถ คนขับ และอุปกรณ์ที่ประชาชนใช้ป้องกันตัวเอง
ในช่วงที่ผ่านมา สังคมพบเหตุรถโดยสารและรถยนต์เกิดเพลิงไหม้หลายครั้ง รัฐจึงควรมีงบเฉพาะสำหรับการตรวจสอบความปลอดภัยทางวิศวกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ รถโรงเรียน รถโดยสารไม่ประจำทาง รถบรรทุก รถดัดแปลง รถใช้ก๊าซ และรถยนต์ไฟฟ้า ครอบคลุมระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบก๊าซ ระบบเชื้อเพลิง วัสดุภายในรถ ทางออกฉุกเฉิน อุปกรณ์ดับเพลิง และการอพยพผู้โดยสารเมื่อเกิดเหตุ
รัฐควรจัดงบสำหรับทดสอบคุณภาพหมวกกันน็อกและอุปกรณ์ความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ของสภาผู้บริโภคที่เคยร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือ MTEC ทดสอบหมวกกันน็อก สะท้อนว่าผู้บริโภคควรมีข้อมูลมากกว่าราคา ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายรับรองบนฉลาก รัฐควรสนับสนุนการทดสอบสินค้า เปิดเผยผลต่อสาธารณะ จัดทำฉลากความปลอดภัย และนำสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานออกจากตลาดอย่างจริงจัง
ขอกรรมาธิการงบประมาณใช้ตัวชี้วัดใหม่
สภาผู้บริโภคเสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ใช้ตัวชี้วัดใหม่ในการพิจารณางบคมนาคม ได้แก่ จำนวนประชาชนที่เข้าถึงรถโดยสารสาธารณะเพิ่มขึ้น ค่าเดินทางต่อครัวเรือนที่ลดลง จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุทางถนนที่ลดลง จำนวนถนนที่ผ่านการประเมินความปลอดภัย จำนวนยานพาหนะกลุ่มเสี่ยงที่ผ่านการตรวจสอบทางวิศวกรรม จำนวนจังหวัดที่มีกองทุนขนส่งสาธารณะจังหวัดและมีรถโดยสารเดินรถจริง รวมถึงผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้รถส่วนตัว การลดการใช้น้ำมัน และการลดมลพิษทางอากาศ
อดิศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า งบคมนาคมปี 2570 เป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนทิศทางการลงทุนของประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายลดการเสียชีวิตบนถนนที่รัฐบาลประกาศไว้ทั้งในประเทศและเวทีนานาชาติ
“ทุกบาทของงบคมนาคมควรถูกใช้ให้ประชาชนเดินทางสะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น และจ่ายน้อยลง หากรัฐบาลตั้งเป้าลดคนตายบนถนนเหลือ 12 คนต่อแสนประชากรภายในปี 2570 งบประมาณต้องสะท้อนเป้าหมายนั้นอย่างจริงจัง ทั้งกองทุนขนส่งสาธารณะจังหวัด รถโดยสารท้องถิ่น ถนนที่ผ่านการประเมินความปลอดภัย รถที่ตรวจสอบได้ และหมวกกันน็อกที่ปกป้องชีวิตผู้บริโภคได้จริง” อดิศักดิ์กล่าว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



