Ribbon

ปม ATK “หมอสุภัทร” ถามหา บทบาทสื่อไทย ท่ามกลางความขัดแย้ง

Getting your Trinity Audio player ready...
ปม ATK “หมอสุภัทร” ถามหา บทบาทสื่อไทย ท่ามกลางความขัดแย้ง

ปมการจัดซื้อชุดตรวจโควิด (ATK) ของ “หมอสุภัทร” หรือ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ชนบทผู้ระดมทีมอาสาบุกกรุงเพื่อคัดกรองผู้ป่วยในชุมชนแออัด ยังเป็นประเด็นถกเถียงที่ไม่มีข้อสรุป ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขที่มีมติว่ากระบวนการจัดซื้อดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ ขณะที่ฝ่ายหมอสุภัทรยืนยันว่าเป็นการดำเนินการภายใต้ข้อยกเว้นของสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างทันท่วงทีและสอดคล้องกับความรุนแรงของวิกฤตในขณะนั้น

ท่ามกลางความจริงที่ยังถูกเปิดเผยเพียงบางส่วน และข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่ายที่ยังไม่สอดคล้องกัน ตอกย้ำความสำคัญในบทบาทของสื่อมวลชนในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ตั้งคำถาม เพื่อทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างตรงไปตรงมา

บทบาทสื่อ: เมื่อการทำข่าว “ตามสถานการณ์” ไม่เพียงพอ

ปม ATK “หมอสุภัทร” ถามหา บทบาทสื่อไทย ท่ามกลางความขัดแย้ง : รุจน์ โกมลบุตร

รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นเรื่องบทบาทของสื่อในสถานการณ์ที่เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม และข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ยังไม่ได้ข้อสรุป สิ่งที่สื่อมวลชนควรทำคือ “ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏ” โดยไม่ใช่เพียงการทำข่าวตามสถานการณ์ กล่าวคือนำไมโครโฟนไปสัมภาษณ์และรายงานข่าวตามที่แต่ละฝ่ายพูดเท่านั้น แต่ต้องทำงานเชิงลึก หรือที่ในภาษาวารสารศาสตร์เรียกว่า “ข่าวเจาะ” หรือข่าวสืบสวนสอบสวน เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปว่าสุดท้ายแล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

หากสื่อทำข่าวเจาะแล้วนำเสนอที่ดูเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะถูกมองว่าไม่เป็นกลางหรือเลือกข้าง และยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาหรือเพิ่มความขัดแย้งหรือไม่ รศ.รุจน์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การยึด “ข้อเท็จจริง” เป็นตัวนำทาง เพราะสื่อมีหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา แต่หากมีการตั้งเจตนาแฝง เลือกใช้ข้อมูลเพียงบางส่วน หรือเสนอเฉพาะเท่าที่อยากเสนอ การนำเสนอข้อมูลนั้นย่อมมีปัญหาและจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของสื่อในระยะยาว

“สื่อไม่ควรกังวลกับข้อเท็จจริงที่ตัวเองมี คือให้ข้อเท็จจริงมันพาไป แต่ถ้าเกิดว่ามีเจตนา ให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน แล้ว เสนอไปแค่เท่าที่อยากเสนอ อันนี้ผมว่ามันมีปัญหาในตัวมันเองอยู่แล้ว” รศ.รุจน์ระบุ

ขณะเดียวกัน การปล่อยให้ความจริงค้างคา โดยสื่อไม่ลงลึกตรวจสอบโครงสร้างอำนาจ เบื้องหน้าเบื้องหลัง และผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้เสียประโยชน์ไม่ได้มีเพียง “คนในข่าว” แต่สังคมโดยรวมก็เสียประโยชน์จากการไม่รู้ความจริงเช่นกัน

สื่อมวลชนกับการขับเคลื่อนสังคม

รศ.รุจน์ ชี้ว่า ผลพวงสำคัญประการหนึ่งของการที่สื่อมวลชนไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจและเปิดเผยข้อเท็จจริงได้อย่างเต็มที่ คือบรรยากาศของ “ความไม่ยุติธรรม” ที่ค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องชินตาในสังคมไทย โดยเฉพาะต่อคนตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งมักเป็นฝ่ายแบกรับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมมากที่สุด จนเกิดความรู้สึกเอือมระอาและหมดศรัทธาต่อระบบความยุติธรรมที่ควรเป็นหลักยึดของสังคม

ในมุมหนึ่ง เขามองว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลือกละเมิดกฎหมาย เพราะเชื่อว่าความเสี่ยงนั้น “คุ้มค่า” เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่อาจตามมา ตัวอย่างเช่น การทุจริตขนาดใหญ่ที่แม้บทลงโทษตามกฎหมายจะรุนแรง แต่ในทางปฏิบัติกลับใช้เวลานานกว่าจะถึงกระบวนการลงโทษ บางกรณีได้รับการลดโทษหรืออภัยโทษ ขณะเดียวกัน การกระทำผิดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ขับรถฝ่าไฟแดง ขี่ย้อนศร หรือจอดรถในที่ห้ามจอด ก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่มีใครเอาผิดจริงจัง” ทัศนคติเช่นนี้ทำให้การละเมิดกติกาสาธารณะดำรงอยู่และถูกส่งต่ออย่างเงียบ ๆ

อีกมุมหนึ่ง รศ.รุจน์ เห็นว่า ในสังคมยังมีความเชื่อฝังลึก โดยเฉพาะในหมู่ผู้มีอำนาจบางส่วน ว่าการละเมิดกฎหมายสามารถ “จัดการได้” ผ่านการเจรจาเบื้องหลัง ต่อให้การกระทำจะขัดต่อกฎหมายหรือจริยธรรมเพียงใด ก็ยังเชื่อว่าสุดท้ายจะไม่ส่งผลกระทบกับตนเองอย่างจริงจัง สองทัศนคตินี้ร่วมกันก่อให้เกิดวัฒนธรรมการใช้อำนาจเกินขอบเขต และสะสมเป็นความเป็นพิษทางสังคมที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

“สองเรื่องนี้ทำให้การกระทำที่ ‘ลุแก่อำนาจ’ ทั้งหลายมันเลยเถิดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ และกลายเป็นสิ่งที่คนในสังคมไทยรู้สึกเอือมระอามาก แต่เรื่องนี้เอือมระอาไม่ได้นะครับ เรามีหน้าที่ต้องสู้กันต่อไป” รศ.รุจน์ กล่าว

ความอยู่รอด ต้องมาคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม

รศ.รุจน์ ตั้งข้อสังเกตว่า สื่อในยุคปัจจุบันต้องเผชิญแรงกดดันทางธุรกิจและการแข่งขันสูง จนข่าวจำนวนมากถูกขับเคลื่อนด้วยกำไรและความสนใจระยะสั้น มากกว่าภารกิจหลักในการทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏ อย่างไรก็ตาม แม้การแสวงหารายได้จะเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด แต่หากสื่อให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางธุรกิจเพียงด้านเดียว โดยละเลยความรับผิดชอบต่อสาธารณะ บทบาทการตรวจสอบอำนาจย่อมถูกลดทอนความสำคัญลง

ตัวอย่างปัญหาเชิงนโยบายสาธารณะหลายกรณี ตั้งแต่การควบรวมกิจการขนาดใหญ่ในภาคธุรกิจ การผูกขาดทางการตลาด ไปจนถึงประเด็นโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าจากกำลังการผลิตสำรองที่ล้นเกิน ล้วนเป็นเรื่องที่กระทบประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว หากสื่อไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างจริงจัง อำนาจในการตัดสินใจย่อมถูกปล่อยให้กระจุกอยู่ในมือของนักการเมืองและกลุ่มทุน ขณะที่ผู้แบกรับต้นทุนสุดท้ายคือประชาชน

รศ.รุจน์ แสดงเห็นเพิ่มเติมว่า หัวใจของการทำงานสื่ออยู่ที่ “ทัศนคติ” ตั้งแต่ต้นทาง หากคนทำสื่อไม่ได้เริ่มจากความเชื่อว่าตนมีความรับผิดชอบต่อสังคม บทบาทของสื่อย่อมถูกลดทอนเหลือเพียงเครื่องมือเชิงธุรกิจ ผลิตเนื้อหาป้อนตลาดมากกว่าทำหน้าที่สาธารณะอย่างแท้จริง

การตั้งคำถามว่า “ทำสื่อไปเพื่ออะไร” คือจุดเริ่มสำคัญของการทบทวนวิชาชีพ หากยึดถือการเปิดเผยข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหลัก เป้าหมายและวิธีทำงานจะตามมาเอง แม้มีสื่อบางส่วนพยายามทำงานเชิงตรวจสอบอย่างจริงจัง แต่เมื่อเทียบกับปริมาณเนื้อหาทั้งหมดที่เห็นในปัจจุบัน งานข่าวเชิงคุณภาพยังคงเป็นส่วนน้อยในระบบนิเวศสื่อไทย

“เราไม่สามารถขับเคลื่อนสังคมด้วยคลิปตลก หรือตบตีได้ เราต้องขับเคลื่อนด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งสำคัญที่สุดคือข้อเท็จจริงที่ไม่ตรวจสอบอำนาจรัฐ” รศ.รุจน์ย้ำ

“ความรู้เท่าทัน” คือเกราะป้องกัน

สำหรับสิ่งที่ประชาชนในฐานะผู้บริโภคสื่อควรรู้เท่าทัน รศ.รุจน์กล่าวว่า กรณีคุณหมอสุภัทร สิ่งที่ผู้บริโภคต้องเข้าใจเป็นพื้นฐานมี 2 ประเด็น คือ

1) สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่ากับฝ่ายที่มีอำนาจน้อยกว่า ซึ่งมักปรากฏให้เห็นในลักษณะของความพยายามเปิดโปง ตรวจสอบ หรือโต้กลับกันผ่านพื้นที่สาธารณะ โครงสร้างอำนาจที่ไม่สมดุลย่อมทำให้ฝ่ายหนึ่งต้องเผชิญแรงกดดันและความเสี่ยงมากกว่าอีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2) บทบาทของผู้ผลิตสื่อและผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ซึ่งผู้บริโภคต้องรู้เท่าทันและตั้งคำถามต่อรูปแบบการนำเสนอข่าว ปัจจุบันเรามักพบข่าวเชิงเร้าอารมณ์ (sensational) จำนวนมาก เพราะเป็นข่าวย่อยง่าย คนสนใจ และดึงดูดโฆษณา และเนื้อหารูปแบบดังกล่าวไม่เพียงพอในการทำให้สังคมเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องคือ “การลงทุนของสื่อ” ในการสืบค้นข้อมูลเชิงลึก เปิดเผยเบื้องหลัง และเชื่อมโยงบริบทของปัญหาอย่างรอบด้าน เพราะข้อพิพาทลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่สะสมมาเป็นเวลานาน และไม่อาจคลี่คลายได้ด้วยข่าวรายวันเพียงไม่กี่ชิ้น

ความท้าทายในปัจจุบันคือทรัพยากรของสื่อ ทั้งกำลังคน เวลา และงบประมาณ จำนวนไม่น้อยถูกเทไปกับการผลิตข่าวเร้าอารมณ์มากกว่างานข่าวเชิงตรวจสอบเชิงลึก จนเบียดบังพื้นที่ของข่าวคุณภาพ ดังนั้น “ความรู้เท่าทันของประชาชน” จึงไม่ได้หมายถึงการเสพข่าวอย่างมีวิจารณญาณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการส่งสัญญาณกลับไปยังสื่อว่า สังคมต้องการเนื้อหาที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ และช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง

“ประชาชนต้องเรียกร้องว่าเราต้องการสื่อที่มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหา และขับเคลื่อนให้ให้สังคมดีขึ้นกว่านี้ได้”  รศ.รุจน์กล่าวทิ้งท้าย


เจาะปม ATK โควิด ย้ำ “หมอสุภัทร” ทำตามกฎหมายกู้ชีวิต

ใครไม่รู้ ชุมชนรู้ ชมรมแพทย์ชนบท กู้ชีพจากวิกฤติโควิดจริง

สธ. ชี้ ‘หมอสุภัทร’ จัดซื้อ ATK ผิดระเบียบ ปัดเอี่ยวการเมือง

‘ไต่สวนสาธารณะ’ เคลียร์ปม ‘หมอสุภัทร’ จัดซื้อ ATK เดิมพันความเชื่อมั่นสาธารณสุขไทย