Ribbon

อั้นไม่อยู่! ประกาศขึ้นราคา ชี้ทางแก้น้ำมันแพง “ลดภาษีสรรพสามิต”

Getting your Trinity Audio player ready...
อั้นไม่อยู่! ประกาศขึ้นราคา ชี้ทางแก้น้ำมันแพง “ลดภาษีสรรพสามิต”

จากกรณีที่บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประกาศปรับราคาน้ำมันในกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 เพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร ขณะที่น้ำมันกลุ่ม E20 และ E85 ปรับลดลง 50 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป สภาผู้บริโภคเสนอรัฐบาลพิจารณาปรับ ลดภาษีสรรพสามิต น้ำมัน แทนการขึ้นราคา เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภคจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวน

อั้นไม่อยู่! ประกาศขึ้นราคา ชี้ทางแก้น้ำมันแพง “ลดภาษีสรรพสามิต”

รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะการปรับลดภาษีสรรพสามิตและต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็น แทนการขึ้นราคาน้ำมัน เพื่อให้กลไกราคาพลังงานมีความเป็นธรรมและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความเปราะบางจากวิกฤติราคาพลังงานในตลาดโลก

ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 29.94 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 15 วัน โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 พร้อมให้เหตุผลว่าเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคเห็นว่ามาตรการดังกล่าวยังเป็นเพียงการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชยราคา ขณะที่ภาครัฐยังคงจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในอัตราสูงถึงประมาณ 6.92 บาทต่อลิตร

“การตรึงราคาดีเซลในลักษณะดังกล่าวเท่ากับการนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชยราคาน้ำมันรวมภาษี ซึ่งข้อมูลล่าสุดพบว่าต้องชดเชยสูงถึง 11.73 บาทต่อลิตร โดยเงินในกองทุนส่วนใหญ่เป็นเงินที่จัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินเพื่อนำมาช่วยพยุงราคาดีเซลมาโดยตลอด นำไปสู่คำถามว่ามาตรการดังกล่าวสามารถถือเป็นการบรรเทาภาระของประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่” รสนา กล่าว

ในทางกลับกันภาครัฐยังจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่มเบนซินในระดับสูงประมาณ 6.75 – 7.50 บาทต่อลิตร อีกทั้งมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์อีก 50 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2569 สภาผู้บริโภคจึงเห็นว่ารัฐบาลควรพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตหรือทบทวนต้นทุนส่วนอื่น ๆ ในโครงสร้างราคา แก้ปัญหาน้ำมันแพง ลดภาระของผู้บริโภค แทนการพึ่งพากลไกกองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว

รสนา ตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทย มีต้นทุนและกลไกหลายส่วนที่อาจส่งผลให้ราคาขายปลีกสูงกว่าที่ควรจะเป็น เช่น การใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปนำเข้าจากตลาดต่างประเทศ ที่มีค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างที่ไม่เกิดขึ้นจริงรวมถึงต้นทุนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอลและไบโอดีเซล ซึ่งมีราคาสูงกว่าน้ำมันพื้นฐานส่งผลให้ภาระต้นทุนดังกล่าวตกอยู่กับผู้บริโภค

“ตอนราคาน้ำมันดิบตลาดโลกราคา 60 – 70 เหรียญ (12 – 14 บาทต่อลิตร) กำไรจากการเก็บภาษีต่าง ๆ ของรัฐ เป็นเหมือนไขมันส่วนเกินที่ทำให้ประชาชนไม่เคยได้ใช้น้ำมันราคาถูก เมื่อเกิดวิกฤติสงคราม น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งแตะระดับ 100 เหรียญ (20 บาทต่อลิตร) ถ้ายังมีไขมันกำไรส่วนเกินพวกนี้ ประชาชนจะทุกข์มากกับการแบกแอกราคาน้ำมันที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ท่ามกลางวิกฤติต่อไป” รสนาระบุ


รื้อ ‘โครงสร้างพลังงาน’ ทางรอดไทย ในวิกฤตสงคราม

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (10 มี.ค. 69) เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ขึ้น 50 สต. E20-E85 ลด 50 สต.