| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภคร่อนหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าเหตุ เครนถล่มสีคิ้ว – พระราม 2 พร้อมชง 4 ข้อเสนอ ยกระดับความปลอดภัยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่
ที่ผ่านมาเกิดเหตุโศกนาฏกรรมจากโครงการก่อสร้างของรัฐหลายกรณี โดยเฉพาะเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มในพื้นที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และเหตุ เครนถล่ม ในพื้นที่ถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 14 และ15 มกราคม 2569 ซึ่งสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก รวมถึงผู้ใช้ถนนและแรงงานในพื้นที่ก่อสร้าง สภาผู้บริโภคชง 4 ข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่อง “รัฐสำรองจ่ายก่อน” การเปิดเผยสาระสำคัญของสัญญาจ้างและความคุ้มครองตามกรมธรรม์ การจัดตั้งคณะทำงานร่วม และการเปิดเผยข้อมูลด้านความปลอดภัยของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต่อสาธารณะ

คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า สภาผู้บริโภคได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามข้อมูลรายละเอียดกรณีเครนถล่มที่อำเภอสีคิ้ว และพระราม 2 พร้อมยื่น “ข้อเสนอนโยบายและมาตรการด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้บริโภคจากการก่อสร้างโครงการของรัฐ” เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยของงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐให้รัดกุมมากขึ้น
คงศักดิ์กล่าวว่า เหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้าง รวมถึงความไม่ชัดเจนของกลไกการเยียวยาผู้เสียหาย โดยผู้บริโภคซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปที่ใช้ถนนหรืออยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงโครงการก่อสร้าง กลับต้องเผชิญความเสี่ยงโดยที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการโดยตรง
“ความประมาทเลินเล่อและไม่รัดกุมในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประชาชนทั่วไปที่ใช้ถนนหรืออาศัยอยู่ใกล้พื้นที่ก่อสร้าง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด และระบบเยียวยาที่เป็นธรรม” คงศักดิ์กล่าว
ทั้งนี้ ในหนังสือของสภาผู้บริโภคมีประเด็นเรื่องการขอรับทราบข้อมูลผลการจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์ เครนถล่ม อำเภอสีคิ้ว และ ถนนพระราม 2 เพื่อประกอบการติดตามสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ โดยขอรายละเอียดที่สะท้อนความครบถ้วนของการจ่ายเงินตามกรอบวงเงินที่กำหนด เช่น จำนวนผู้ได้รับสิทธิ วงเงินที่พึงได้รับ วงเงินที่จ่ายจริง ระยะเวลาในการจ่าย และสถานะการดำเนินการในส่วนที่ยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ยังขอข้อมูลเกี่ยวกับสาระสำคัญของสัญญาจ้างและรายละเอียดความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อใช้ติดตามการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและผู้ได้รับผลกระทบให้เป็นไปอย่างครบถ้วนและเป็นธรรม
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอนโยบายและมาตรการด้านความปลอดภัยการก่อสร้างโครงการของรัฐต่อกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานเจ้าของโครงการ ได้แก่ กรมทางหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
1) เสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการใช้ระบบ “รัฐสำรองจ่ายก่อน” ในกรณีที่ประชาชนได้รับความเสียหายต่อชีวิตหรือร่างกายจากโครงการของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและความไม่แน่นอนในการเยียวยา โดยให้สำรองจ่ายเงินเยียวยา ไม่น้อยกว่ามาตรฐานกลาง ภายใน 60 วันนับจากวันที่รับแจ้งเหตุ โดยไม่ต้องรอผลการพิสูจน์ความรับผิด
สำหรับการกำหนดเกณฑ์เงินเยียวยาที่มีมาตรฐานกลางและคำนวณบนฐานที่ชัดเจนนั้น อ้างอิงจากรายได้เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 22,417 บาทต่อเดือน หรือราว 269,000 บาทต่อปี คูณระยะเวลาการทำงานเฉลี่ย 30 ปี คิดเป็นมูลค่าเบื้องต้นประมาณ 8,070,000 บาทต่อราย ยังไม่รวมค่าความเสียหายทางจิตใจและค่าจัดการศพ สำหรับกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร ขณะที่กรณีบาดเจ็บสาหัส เช่น ต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ห้อง ICU) สูญเสียอวัยวะ หรือพิการถาวร เสนอช่วงเงินเยียวยา 877,500 – 2,632,500 บาท โดยคำนวณจากค่าจ้างขั้นต่ำ 351 บาทต่อวัน คูณ 250 วันทำงานต่อปี และประเมินการสูญเสียรายได้ 10–30 ปี
ส่วนกรณีบาดเจ็บที่ต้องพักรักษาตัวในระยะสั้น เสนอช่วงเงินเยียวยา 438,750 – 1,316,250 บาท ซึ่งครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล รายได้ที่สูญเสียในช่วงพักฟื้น และผลกระทบต่อการประกอบอาชีพในระยะต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้การเยียวยาสอดคล้องกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเพื่อสร้างแรงจูงใจเชิงโครงสร้างให้การป้องกันความเสี่ยงมีความสำคัญเหนือกว่าต้นทุนความสูญเสีย
ทั้งนี้ ภายหลังหน่วยงานรัฐสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเรียกคืนจากผู้รับจ้างหรือบริษัทประกันภัยตามเงื่อนไขสัญญา แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดภาระการดำเนินคดีของผู้เสียหาย และสร้างความแน่นอนในสิทธิของประชาชน
2) ขอให้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ “โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่มีความเสี่ยงสูงและยังเปิดให้ประชาชนใช้พื้นที่ร่วมกัน” ต้องเปิดเผยสาระสำคัญของสัญญาจ้าง และรายละเอียดความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อสาธารณะ ในระดับที่ไม่กระทบต่อข้อมูลทางการค้า เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า มาตรการความปลอดภัยและวงเงินคุ้มครองสอดคล้องกับความเสี่ยงของโครงการ และเป็นไปตามหลักความโปร่งใสและสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน
3) ขอให้กระทรวงคมนาคมจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย องค์กรวิชาการ และสภาผู้บริโภค เพื่อกำหนด มาตรการความปลอดภัย มาตรฐานป้องกันอุบัติเหตุ หลักเกณฑ์การประกันภัย และแนวทางการเยียวยาที่ชัดเจน รวมถึงกำกับดูแลงานก่อสร้างที่มีความเสี่ยงสูง โดยให้มาตรการดังกล่าวเป็น เงื่อนไขผูกพันในสัญญาจ้างทุกโครงการ เพื่อจูงใจให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านความปลอดภัย และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินในอนาคต
4) ขอให้มีระบบรายงานและเปิดเผยข้อมูลด้านความปลอดภัยของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ เช่น ผลการประเมินความเสี่ยง แผนบริหารความปลอดภัย แผนเผชิญเหตุ รายงานอุบัติเหตุหรือเหตุเกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near miss / incident report) และผลการตรวจสอบภายใน พร้อมจัดให้มี คณะกรรมการกำกับติดตามที่มีผู้แทนองค์กรผู้บริโภค ภาคประชาชน หรือผู้เชี่ยวชาญอิสระร่วมด้วย เพื่อให้การบริหารความปลอดภัยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ตามหลักธรรมาภิบาล
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



