‘โซลาร์รูฟท็อป’ ทางออกวิกฤตโลกร้อน ปัญหาค่าไฟแพง  

ประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากหลายประเทศทั่วโลก และเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือกรณีที่รัฐบาลของประเทศอังกฤษอนุมัติให้สร้างโรงงานเชื้อเพลิงฟอสซิล นำไปสู่การประท้วงของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในประเทศอังกฤษ และอีกหลาย ๆ ประเทศ เนื่องจากการสร้างโรงงานดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุให้ภาวะโลกร้อนนั้นรุนแรงขึ้น จนเกิดแฮชแท็ก #LetTheEarthBreath ขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลจากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPPC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ระบุว่า เราต้องลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วนให้ได้ภายใน 3 – 5 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจรุนแรงจนถึงขั้นทำให้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ สูญพันธุ์

นอกจากปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่คือ วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลพวงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด – 19 เช่นเดียวกับประเทศไทย เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤต ‘น้ำมันแพง’ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการ รวมถึงค่าไฟฟ้าแพงขึ้น เรียกง่าย ๆ ว่า ‘แพงทั้งแผ่นดิน’ จึงทำให้ประชาชนแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น

จากปัญหาที่กล่าวมา สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) จึงร่วมกับแนวร่วมเครือข่ายพลังงานทางเลือก และนักวิชาการเปิดเวทีเสนอมุมมอง “กองทุนแสงอาทิตย์เดินหน้า ปลดล็อกค่าไฟแพง” เพื่อเสนอแนวทางลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดค่าครองชีพประชาชน ด้วยการผลักดันให้เกิดการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของไทย ช่วยลดภาระหนี้ทั้งภาครัฐและประชาชน และมีส่วนกับประเทศทั่วโลกในการลดการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของโลก

“ผู้บริโภคทุกคนต้องมีสิทธิในการเข้าถึงพลังงานที่เป็นธรรม การส่งเสริมให้ใช้พลังงานโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นในประเทศ จะช่วยลดการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ๆ ที่หลายฝ่ายมองว่าอาจส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งนี้ ความยั่งยืนด้านพลังงานจะเกิดขึ้นได้ ภาคประชาชนต้องเริ่มลงมือทำ และเมื่อเกิดกระแสความสำเร็จเพิ่มมากขึ้น ก็จะช่วยลดภาระค่าไฟ และขับเคลื่อนให้ประเทศก้าวสู่ความมั่นคงด้านพลังงานได้ ในปัจจุบัน เชื่อว่าภาคประชาชนมีความพร้อมเพิ่มขึ้นมาก จึงอยากเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งเข้ามาส่งเสริม สนับสนุน พร้อมวางแนวนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนแอย่างแท้จริง” บุญยืน ศิริธรรม ประธาน สอบ. กล่าว

ประธาน สอบ. กล่าวเสริมว่า สภาฯ ติดตามประเด็นเรื่องความเป็นธรรมของผู้ใช้พลังงานมาโดยตลอด และต้องการผลักดันให้คนไทยสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหารือกับกลุ่มนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรแนวร่วมที่มีแนวทางเดียวกัน จัดตั้งกองทุนพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้น โดยเริ่มต้นจากการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาล 7 แห่ง ต่อด้วยการดำเนินโครงการในสถานศึกษา พร้อมกับศึกษาเรียนรู้จากการดำเนินงานไปพร้อมกันในรูปแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อนำข้อมูลที่ได้เสนอเป็นแนวทางให้แก่ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้ประกอบการกำหนดแนวนโยบายด้านพลังงานของประเทศต่อไป

ขอบคุณภาพจากไทยพีบีเอส

ด้าน ผศ.ประสาท มีแต้ม กรรมการกองทุนแสงอาทิตย์ กล่าวถึงภาพรวมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในปัจจุบันว่า พลังงานแสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกเพียง 8 นาทีนั้นเท่ากับพลังงานที่มนุษย์ทั้งโลกใช้ตลอดทั้งปี แสดงให้เห็นถึงปริมาณที่มหาศาลของพลังงานแสงอาทิตย์ ข้อมูลจากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า เรากำลังเผชิญปัญหาโลกร้อนขึ้นในทุก ๆ ปี หากไม่เร่งแก้ไขก็จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนบนโลกอย่างมาก ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ต้องตระหนักถึงวิกฤตที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งการหันมาส่งเสริมการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ทดแทนการใช้พลังงานฟอสซิลเป็นอีกหนึ่งทางที่จะลดวิกฤตดังกล่าวได้ ทั้งนี้ เชื่อว่าไม่มีพลังงานใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าพลังของชุมชน ที่ลุกขึ้นมาร่วมกันสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานให้เกิดขึ้นในชุมชน พร้อมทั้งนำแนวทางด้านการใช้พลังงานจากทั่วโลกมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม

“โลกของเราเหลือเวลาอีกเพียง 3 – 5 ปี ที่จะยุติปัญหาคาร์บอนไดออกไซด์ล้นโลก ในหลายประเทศเริ่มมองเห็นปัญหาและวางแนวทางแก้ไขระยะยาวไว้ อาทิ ประเทศเยอรมนี ซึ่งมีศักยภาพในการพึ่งตนเองด้านพลังงานน้อย ได้วางแผนระยะยาว 30 ปี

เพื่อใช้พลังงานทดแทนจากโซลาร์เซลล์ ลม และมูลสัตว์ ในวันนี้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จาก 3 สิ่งนี้มีมากถึงร้อยละ 50 ของพลังงานทั้งหมด และตั้งเป้าขยายให้ถึงร้อยละ 80 ภายในปีนี้ เช่นเดียวกับในประเทศอินเดีย ที่รัฐบาลมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ โดยมอบเงินสมทบค่าติดตั้งให้ พร้อมทั้งรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตเหลือใช้กลับคืนด้วย ส่วนในประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งรัฐแคลิฟอร์เนียของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่หน่วยงานปกครองท้องถิ่นก็ส่งเสริมให้ประชาชนใช้พลังงานโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน” ผศ.ประสาท ระบุ

กรรมการกองทุนแสงอาทิตย์ กล่าวต่ออีกว่า ต้องการเสนอให้รัฐบาลไทยนำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ พึ่งพลังงานที่เรามีอย่าพึ่งพลังงานที่ผูกขาด และต้องเร่งสร้างบุคลากรคุณภาพ เพื่อรองรับการขยายตัวด้านพลังงานทางเลือก สร้างความมั่นคงในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพมากกว่าปัจจุบัน เพื่อลดผลกระทบต้นทุนค่าไฟที่ถูกส่งต่อมายังประชาชนดังเช่นปัจจุบัน

กรรณิการ์ แพแก้ว มูลนิธิภาคใต้สีเขียว เล่าว่า ปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้ร่วมกับเครือข่ายคนกินแดด และภาคเอกชนในพื้นที่พัฒนาเครือข่ายโซลาร์เซลล์ครบทั้ง 14 จังหวัดในภาคใต้ โดยประชาชนในพื้นที่ตื่นตัวอย่างมาก และได้สร้างพื้นฐานความพร้อมในการร่วมกันพัฒนาแหล่งผลิตพลังงานจากระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อใช้เป็นทางเลือกทดแทนแผนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและพลังงานชีวมวล ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

“มูลนิธิฯ มองว่าการจะขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ กระบวนการทุกส่วนต้องพร้อม เราเริ่มจากสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่คนในพื้นที่แล้ว และต้องสร้างให้ภาคบริการระบบโซลาร์เซลล์มีความพร้อมด้วยเช่นกัน จึงได้เดินหน้าให้ความรู้แก่ช่างในพื้นที่ ที่มีความสนใจ พร้อมจัดฝึกอบรมและแจกคู่มือโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อหวังพัฒนาระบบบริการให้ครบวงจรและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงผลักดันให้เป็นธุรกิจที่เน้นคืนประโยชน์ และองค์ความรู้ต่าง ๆ กลับสู่ชุมชน”  กรรณิการ์ กล่าว

ภานุมาศ  คำร้อย ตัวแทนนักศึกษาของวิทยาลัยเทคนิคโคกสำโรง นำเสนอมุมมองของคนรุ่นใหม่ต่อกระแสการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ว่า จะเป็นอีกหนึ่งพลังงานหลักที่เป็นที่ต้องการของประชาชน เพราะพลังงานถ่านหิน ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติเริ่มลดน้อยลงในทุกพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตทั่วโลกต้องหันมาใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ทดแทนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ต้องการเตือนไปยังประชาชนให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้เหมาะกับการใช้ เพราะหากติดตั้งมากเกินไป หากมีการผลิตไฟฟ้าเหลือ ภาครัฐก็จะไม่รับซื้อไฟฟ้ากลับคืน จะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแบบไม่ได้ผลตอบแทน จึงอยากฝากไปยังรัฐบาลให้พิจารณาเรื่องการรับซื้อคืน และที่สำคัญควรให้ราคาที่เป็นธรรมด้วย 

ธีระพงศ์ แสงลาภเจริญกิจ กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวถึงวิกฤตการเปลี่ยนแปลงภาวะภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดวิกฤตด้านพลังงานว่า ถึงเวลาแล้วที่ทั่วโลกต้องเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน และหันมาให้ความสำคัญเรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียน ผลการวิจัยของกรีนพีซ พบว่า การจ้างงานด้านพลังงานหมุนเวียนมีเพิ่มขึ้นในทุกปี สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ