| Getting your Trinity Audio player ready... |

รสนาชี้ต่อสัมปทาน แหล่งก๊าซไพลิน 10 ปี เป็นการแก้ปลายเหตุ โครงสร้างพลังงานไทย บิดเบี้ยว เสนอรัฐทบทวนบทบาท ใช้อำนาจกำกับราคา ปรับโครงสร้าง คืนความเป็นธรรมผู้บริโภค
ตามที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เห็นชอบให้ต่ออายุสัมปทานก๊าซธรรมชาติแหล่งไพลินในอ่าวไทยออกไปอีก 10 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงพลังงานไทย ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลกและต้นทุนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG: Liquefied Natural Gas) ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่าจะช่วยการรักษากำลังผลิตที่ 400 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และสร้างรายได้ให้รัฐกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 70,000 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา การต่อสัมปทานดังกล่าว ถูกมองว่าเป็นความหวังในการ “ล็อกต้นทุนพลังงานราคาถูก” ให้กับคนไทย เพราะก๊าซจากอ่าวไทยมีราคาต่ำกว่าก๊าซนำเข้า (LNG) ที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก
อีกมุมหนึ่ง รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค มองว่า การต่อสัมปทานดังกล่าวอาจไม่ได้ตอบโจทย์ประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่สะท้อนปัญหาโครงสร้างพลังงานไทยบิดเบี้ยว ต่อสัมปทานไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหา
ต้นเหตุปัญหาโครงสร้างพลังงานไทย

รสนา ระบุว่า การต่อสัมปทานแหล่งก๊าซไพลินเป็นเพียง “การแก้ปลายเหตุ” ของโครงสร้างพลังงานที่บิดเบี้ยวมาอย่างยาวนาน แม้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในเชิงปริมาณ แต่ไม่ได้ทำให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าและพลังงานในราคาที่เป็นธรรม เพราะต้นตอของความไม่เป็นธรรมในระบบพลังงานไทย เริ่มต้นจากการแปรรูป ปตท. เป็นบริษัทมหาชน เมื่อปี 2544 โดยไม่ได้แยกกิจการก๊าซออกมาตั้งเป็นองค์กรของรัฐตามมติเดิมก่อนการแปรรูป
ในอดีตรัฐบาลเคยซื้อคืนสัมปทานแหล่งก๊าซบงกชจากโททาล อีแอนด์ พี ไทยแลนด์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพคนไทยในการบริหารจัดการแหล่งก๊าซในอ่าวไทยโดยจัดตั้งเป็นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) เพื่อดำเนินกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หากโครงสร้างดังกล่าวได้รับการคงไว้ในฐานะรัฐวิสาหกิจ 100% รัฐจะมีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรก๊าซธรรมชาติอย่างครบวงจร ตั้งแต่การขุดเจาะแหล่งปิโตรเลียม ผลิต การแยกก๊าซ ไปจนถึงการกำหนดทิศทางการใช้ประโยชน์
เนื่องจากก๊าซในอ่าวไทยเป็น “ก๊าซเปียก” (Wet Gas) ซึ่งสามารถแยกออกเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น LPG สำหรับหุงต้มและเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมถึงก๊าซมีเทนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า หากรัฐเป็นผู้ดำเนินการเอง ย่อมสามารถกำหนดทิศทางให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) ด้วยราคาในประเทศ แทนที่ประชาชนจะต้องใช้ในราคาตลาดโลก แต่กลับปล่อยให้บริษัทปิโตรเคมีได้ใช้ LPG ในราคาในประเทศเป็นกลุ่มบริษัทลูกของปตท.เพียงกลุ่มเดียว การบริหารจัดการผลผลิตเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของประชาชนไทยในฐานะทรัพยากรของประเทศอย่างเป็นธรรมย่อมเกิดขึ้นได้จากเจตจำนงของรัฐในการดูแลประชาชนเป็นหลัก ซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายของประชาชน และช่วยเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเมื่อต้นทุนพลังงานต่ำลง และอาจสามารถสร้างรายได้จากการขายสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รสนา แสดงความเห็นว่า การเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการสำรวจและผลิตก๊าซ สามารถใช้รูปแบบ “สัญญาแบ่งปันผลผลิต” (Production Sharing Contract: PSC) ซึ่งทำให้รัฐมีส่วนแบ่งผลผลิตโดยตรง แตกต่างจากระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเปิดทางให้เอกชนถือสิทธิในผลผลิตส่วนใหญ่ ขณะที่ประชาชนต้องใช้ก๊าซ LPG อิงราคาตลาดโลก รวมถึงราคานำเข้าก๊าซ LNG ราคาแพงจากต่างประเทศ
“แม้ปัจจุบันรัฐจะมีรายได้จากค่าสัมปทานปิโตรเลียมในอ่าวไทย แต่หากรัฐดำเนินการเอง รายได้ย่อมสูงกว่านี้ และมีอิสระในการกำหนดนโยบายด้านราคาพลังงาน แต่กระนั้นการแปรรูป ปตท.และ ปตท.สผ. ที่มีรัฐถือหุ้นใหญ่ 51% รัฐก็สามารถมีอำนาจกำกับดูแลนโยบายราคาพลังงาน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้พลังงานในฐานะสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพได้ แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจดังกล่าว” รสนากล่าว
บทบาทรัฐด้านพลังงาน : มีอำนาจ…แต่ไม่ใช้?
แม้การแปรรูป ปตท. จะเกิดขึ้นแล้ว แต่รสนามองว่าสิ่งที่รัฐบาลและฝ่ายการเมืองยังสามารถทำได้ คือการใช้อำนาจกำกับดูแลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อกำหนดนโยบายพลังงานให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภค แต่ที่ผ่านมากลับไม่เคยเห็นความพยายามของรัฐในการกำกับดูแลเพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้พลังงานอย่างเป็นธรรมเลย
ยกตัวอย่างกรณีการยื่นฟ้องศาลปกครองเพิ่อให้เพิกถอนการแปรรูป ปตท. ที่ถึงแม้คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจะไม่ได้เพิกถอนการแปรรูป แต่มีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทั้งระบบท่อส่งก๊าซและท่อส่งน้ำมัน อย่างไรก็ดี สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลับพิจารณาเรื่องการส่งมอบเฉพาะท่อส่งก๊าซ ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาเฉพาะท่อส่งก๊าซ ปตท. ก็ไม่ได้ส่งคืนท่อก๊าซทั้งระบบ โดยคืนเฉพาะท่อก๊าซบน บกจำนวน 3 เส้น แต่ท่อก๊าซในทะเลซึ่งยาวกว่าและมีความสำคัญในเชิงโครงสร้าง เพราะเป็นที่ท่อนำก๊าซจากทะเลขึ้นมาที่ โรงแยกก๊าซ กลับไม่ได้ถูกนำกลับมาอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของรัฐอย่างครบถ้วน
สภาผู้บริโภคและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงยื่นหนังสือถึงรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาอย่างครบถ้วน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าชัดเจน
“สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสะท้อนได้อย่างดีว่ารัฐมีอำนาจกำกับดูแลพลังงาน แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า…รัฐไม่ทำ” รสนากล่าวทิ้งท้าย
การต่อสัมปทานแหล่งไพลิน 10 ปี อาจช่วยรักษาปริมาณก๊าซธรรมชาติในระบบ และสร้างรายได้ให้รัฐในระยะสั้น แต่ในมุมของผู้บริโภค คำถามที่สำคัญกว่าคือ โครงสร้างพลังงานไทยถูกออกแบบเพื่อใคร
หากโจทย์ใหญ่คือ “ความเป็นธรรมด้านพลังงาน” การแก้ไขเพียงปลายเหตุด้วยการต่ออายุสัมปทาน อาจไม่เพียงพอ ตราบใดที่รัฐยังไม่ทบทวนบทบาทการกำกับดูแล และไม่ใช้เครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อทำให้พลังงานในฐานะสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เข้าถึงได้ในราคาที่เป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกคน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ค้านมติ กพช. ผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟ จี้ อนุทิน สั่งยกเลิก ก่อนมีผล 1 ม.ค.



