
ปฏิรูปการศึกษาไทยยังไปไม่ถึงไหน หลังนำร่องใช้ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ 68” ใน 4,000 รร. แต่พบ “ผู้ปกครองยังไม่รู้ ครูไร้ความมั่นใจ” ไม่กล้าปรับตัว! นักวิชาการการศึกษาชี้อีกโจทย์ใหญ่ปฏิรูปคือ ‘การนำไปใช้จริง’ และ ‘การสื่อสารอย่างทั่วถึง’
การศึกษาเด็กไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังจากการนำร่องใช้ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ พุทธศักราช 2568” ในกว่า 4,000 โรงเรียนทั่วประเทศแล้วในภาคเรียนที่ผ่านมา แต่ปรากฎว่า หลักสูตรใหม่ดังกล่าวกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายในระดับปฏิบัติการ เมื่อเสียงสะท้อนจากคนในอย่างครูและผู้ปกครองต่างชี้ตรงกันว่า ยังขาดความเข้าใจและข้อมูลที่เพียงพอ สภาผู้บริโภคจึงได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะ “ลูกเราเรียนอะไร : ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษา” สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างนโยบายที่ถูกเขียนขึ้นกับความเป็นจริงในการนำไปปฏิบัติ
ครูไม่พร้อม แล้วใครจะพร้อม?
ศุภวัจน์ พรมตัน ผู้แทนครูจากกลุ่มเพจ ‘อะไรอะไรก็ครู’ ยอมรับว่าตัวเขาเองซึ่งอยู่ในแวดวงการศึกษา กลับยังมีความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรใหม่น้อยมาก จนต้องอาศัยการสอบถามจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการสื่อสารที่ยังไม่ทั่วถึง การขาดความเข้าใจนี้ส่งผลให้ครูจำนวนไม่น้อยเกิดความสับสน ขาดความมั่นใจ และยังคงยึดติดกับหลักสูตรเดิมที่ใช้มานาน และเมื่อโพสต์ถามในเพจก็พบปัญหาเสียงสะท้อนจากหน้างานว่า ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องความไม่คุ้นชินและภาระงานที่มากเกินไป แต่ยังรวมถึงความกังวลต่อระบบการประเมินผล และการพบเห็นการ ‘ซื้อขายแผนการสอน’ ออนไลน์ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่า ครูจำนวนมากยังไม่พร้อมที่จะปรับบทบาทจาก ‘ผู้สอน’ มาเป็น ‘ผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้’ อย่างที่หลักสูตรใหม่มุ่งหวัง

นอกจากนี้ในมุมมองผู้ปกครองพบปัญหาด้านการสื่อสารที่ยังไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดความสับสนและไม่เข้าใจในหลักสูตรใหม่ แม้ผู้ปกครองบางคนจะมองเห็นข้อดีของการเน้นทักษะชีวิตจริง แต่ก็ยังคงมีความค้างคาใจถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอน การวัดผล และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอนาคตของบุตรหลาน
อนุสรณ์ พรมรังกา ผู้อำนวยการโรงเรียนรัฐราษฎร์บำรุง จ.แพร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนนำร่อง กล่าวว่า โรงเรียนมีความพร้อมเนื่องจากได้นำนวัตกรรมนี้มาปรับใช้ล่วงหน้าหลายปีแล้ว มีความเห็นว่าหลักสูตรใหม่นี้แตกต่างจากหลักสูตรเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะมุ่งสลายการแบ่งวิชาและยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยครูจะต้องเปลี่ยนจากผู้สอนมาเป็นผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งทำให้ครูและนักเรียนมีความสุขมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เขายังมีข้อกังวลในหลายด้าน อาทิ แนวทางการวัดผลที่ชัดเจน การจัดซื้อหนังสือเรียนที่ควรเพิ่มความยืดหยุ่น การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการประเมินผลงานครู ที่อาจยังไม่เข้าใจหลักสูตรใหม่อย่างแท้จริง

“การเมือง” กำแพงกั้นพัฒนาการศึกษาไทย
ณัฐวุฒิ เพิ่มจิตร นักวิจัยนโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา ได้ฉายภาพปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยชี้ให้เห็นข้อจำกัดของ หลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ. 2551 ว่า แม้หลักสูตรดังกล่าวมีข้อดีด้านความชัดเจนและง่ายต่อการนำไปใช้ แต่ก็ยังมี 3 ปัญหาใหญ่ ได้แก่ การเน้นเป้าหมายด้านความรู้มากกว่าทักษะและเจตคติ การเรียนแบบแยกวิชาที่ขาดการบูรณาการกับชีวิตจริง และคำอธิบายหลักสูตรที่กระชับเกินไปจนทำให้ครูไม่เห็นภาพว่าจะสอนเชื่อมโยงกับชีวิตจริงอย่างไร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนปรับตัวและเอาตัวรอดในโลกจริงได้ยาก

นอกจากนี้ที่ผ่านมาความพยายามในการปรับหลักสูตรต้องเผชิญอุปสรรคและไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจาก ‘การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง’ และการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่อง และโรงเรียนทั่วไปก็เกิดความลังเลที่จะปรับตัว
ณัฐวุฒิเสนอว่า ประเทศไทยควรมี ‘สถาบันพัฒนาหลักสูตร’ ที่แยกออกจากภาครัฐ เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง และควรกำหนดรอบการทบทวนหลักสูตรที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่วาระ
เปลี่ยนแปลงได้ต้องอาศัย “การมีส่วนร่วม”
ดร.จรูญศรี แจบไธสง รองผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อธิบายถึงหัวใจสำคัญของหลักสูตรใหม่ว่า ได้รับการพัฒนาขึ้นจากมติคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องการให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เนื่องจากหลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นหลักสูตรเก่าจะเป็นการเรียนรู้แบบท่องจำ เน้นเนื้อหาและมีตัวชี้วัดจำนวนมาก ทำให้ไม่ตอบโจทย์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขณะที่หลักสูตรหลักสูตรฐานสมรรถนะนี้เป็นการปรับให้กับการเปลี่ยนแปลงโลกยุคปัจจุบัน เน้นการใช้แนวทางการสอนที่เน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วม (Active Learning) โดยเป็นการบูรณาการความรู้พื้นฐานและทักษะผู้เรียนนำมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ในชีวิตจริง ทั้งยังเปิดโอกาสให้โรงเรียนมีความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกัน การประเมินผลจะเน้นไปที่พัฒนาการด้านพฤติกรรมและความสามารถของผู้เรียนในมิติที่หลากหลาย เพื่อให้การศึกษาสามารถตอบโจทย์อนาคตและสร้างผู้เรียนที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างแท้จริง

ในการออกแบบหลักสูตรประกอบด้วย 5 ช่วงวัย ซึ่งในระยะแรก สพฐ. ได้มีการขับเคลื่อนการนำ “หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3–6 ปี” และ “หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–3) พุทธศักราช 2568” ไปใช้จริงทั่วประเทศในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โดยเปิดโอกาสให้โรงเรียนพิจารณาความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วม
โดยหลักสูตรใหม่สำหรับเด็กประถมศึกษาตอนต้นจะมุ่งเน้น 3 ความสามารถพื้นฐาน ได้แก่ การอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณ ซึ่งจะถูกต่อยอดให้นำไปใช้ในชีวิตจริง พร้อมกับทักษะด้านอื่นๆ อีก 5 ด้าน คือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมและความเป็นพลเมือง เศรษฐกิจและการเงิน สุขภาพกายและจิต และศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมยังเน้นการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วม (Active Learning) โดยนอกจากการฝึกอบรมบุคลากรครู โดยจะมีหลักสูตร คู่มือการใช้ คลิปเพื่อสื่อสารให้ครูแล้ว สพฐ.ยังได้จัดทำเว็บไซต์และ “คลินิกวิชาการ” เพื่อเป็นสื่อกลางในการทำความเข้าใจ การแนะนำให้คำปรึกษา และสนับสนุนครูในการปรับใช้หลักสูตรนี้เดือนละ 1 ครั้ง
จรรยารักษ์ โพธิ์ทองงาม ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ กล่าวในฐานะตัวกลางในการขับเคลื่อนหลักสูตรว่า การประกาศใช้หลักสูตรใหม่เป็นก้าวสำคัญที่มุ่งเน้นความสามารถของเด็กและการนำไปใช้จริงในชีวิต และเชื่อว่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้ครูปรับการสอนสู่การจัดการการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มากขึ้น นอกจากนี้เธอยังย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากผู้ปกครองในการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็ก

ในช่วงท้ายของการเสวนา ด้าน อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา ได้กล่าวสรุปอย่างน่าสนใจว่า การปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรไม่ใช่เรื่องของโรงเรียนเพียงลำพัง แต่เป็นเรื่องของสังคมทั้งหมด และควรมีการเปิดพื้นที่สาธารณะให้ทุกคนได้ร่วมแลกเปลี่ยน เพราะการออกแบบหลักสูตรต้องนับรวมทุกคน พร้อมย้ำว่าหากหลักสูตรจำกัดอยู่แค่ในโรงเรียน ย่อมกลายเป็นกำแพงที่กีดกันภาคส่วนอื่น และทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่เกิดผลจริงจัง การสื่อสารให้สาธารณชนรับทราบอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
“การเขียนหลักสูตรให้เสร็จเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ แต่การนำไปใช้จริงและการสื่อสารกับสาธารณะคือโจทย์ที่ใหญ่กว่า” อรรถพลกล่าวทิ้งท้าย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง