
ร้านค้าสินค้าจำนวนมาก ปรับเงื่อนไขและเปลี่ยนโปรช่วงเทศกาล ผู้บริโภคเจอปัญหาสินค้าชำรุด สัญญาเอาเปรียบ ย้ำกฎหมายไทยล้าหลัง ต้องเร่งใช้ เลมอน ลอว์ (Lemon Law)
จากกรณีร้านค้าจำนวนมากกำหนดเงื่อนไขว่าสินค้าที่จำหน่ายในช่วงโปรโมชันไม่สามารถเปลี่ยนหรือคืนได้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากประสบปัญหาสินค้าชำรุดภายหลังการใช้งาน แต่ไม่สามารถใช้สิทธิใด ๆ ได้ แม้ความเสียหายจะไม่ได้เกิดจากการใช้งานผิดวิธี
ดร.กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้ทำวิจัยเรื่อง “แนวทางพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญาในทุกด้าน” ให้สัมภาษณ์ว่า โดยหลักกฎหมาย สัญญาซื้อขายเป็นข้อตกลงทางเอกชน คู่สัญญาสามารถกำหนดเงื่อนไขได้ตามความสมัครใจ แต่ในทางปฏิบัติ การซื้อขายสินค้าไม่ได้อยู่บนฐานความเท่าเทียม เนื่องจากผู้ประกอบการมักเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขฝ่ายเดียว และเมื่อเกิดปัญหา เงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้ามักกลายเป็นภาระที่ตกอยู่กับผู้บริโภค
ดร.กฤษฎา ระบุว่า ปัญหาสำคัญของสินค้าที่จำหน่ายในช่วงโปรโมชัน คือ ความชำรุดบกพร่องจำนวนมากไม่สามารถตรวจพบได้ในวันที่ซื้อ เพราะไม่ใช่ความเสียหายที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น เสื้อผ้าที่เนื้อผ้าหรือตะเข็บเสื่อมสภาพจากการจัดเก็บเป็นเวลานาน หรือรองเท้าที่กาวยึดพื้นรองเท้าเสื่อมคุณภาพ ซึ่งในวันที่ซื้อยังดูใช้งานได้ตามปกติ แต่เมื่อใช้งานไปช่วงหนึ่งกลับเกิดการหลุด ลอก หรือชำรุด ทำให้อายุการใช้งานสั้นลงกว่าที่ควรจะเป็น
“ผู้บริโภคไม่ได้รู้ตั้งแต่วันซื้อว่าสินค้ามีปัญหา เพราะไม่ใช่ความเสียหายที่เห็นได้ทันที แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจริง กลับต้องเป็นฝ่ายรับภาระเอง แม้ความเสียหายจะเกิดจากสภาพของสินค้า” ดร.กฤษฎา กล่าว
เมื่อพิจารณากฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบัน ดร.กฤษฎา อธิบายว่า แม้จะมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง แต่แต่ละฉบับยังมีข้อจำกัดในการคุ้มครองผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้ผู้ขายต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้า แต่ผู้บริโภคต้องฟ้องคดีก่อนจึงจะใช้สิทธิได้ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่าย เสียเวลา และเข้าสู่กระบวนการศาล ทำให้ในทางปฏิบัติแทบไม่มีผู้บริโภคเลือกใช้ช่องทางนี้
ขณะที่พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ใช้บังคับเฉพาะกรณีสินค้าที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกาย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือพาวเวอร์แบงก์ ไม่ครอบคลุมถึงสินค้าทั่วไปอย่างเสื้อผ้า รองเท้า หรือสินค้าที่เสื่อมสภาพจากการใช้งานตามปกติ ส่วนพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค เปิดช่องให้ข้อกำหนดที่จำกัดหรือยกเว้นความรับผิดมีผลใช้บังคับได้ หากเป็นไปอย่างเป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่า ผู้บริโภคต้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล และพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าเงื่อนไขดังกล่าวไม่เป็นธรรม
ดร.กฤษฎา ระบุว่า โครงสร้างกฎหมายในลักษณะนี้ทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ เนื่องจากผู้ประกอบการมีงบประมาณและทรัพยากรในการจ้างทนายที่มีความเชี่ยวชาญมานำสืบและโน้มน้าวศาลได้ดีกว่า ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระ แม้สินค้าจะชำรุดจริงก็ตาม ขณะเดียวกันในกรณีการซื้อขายออนไลน์ ผู้บริโภคยิ่งมีข้อจำกัดมากขึ้น เพราะไม่สามารถตรวจสอบสินค้าได้ก่อนรับสินค้า แต่กฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่กำหนดสิทธิในการคืนหรือเปลี่ยนสินค้าอย่างชัดเจน แตกต่างจากหลายประเทศที่มีกฎหมายกำหนดกรอบเวลาและเงื่อนไขการคืนสินค้าไว้โดยละเอียด
สำหรับร่างกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อสินค้าที่ชำรุดบกพร่อง หรือกฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) ที่สภาผู้บริโภคนำเสนอ ดร.กฤษฎา ระบุว่า เป็นกฎหมายที่บังคับใช้ในหลายประเทศ และช่วยกำหนดสิทธิของผู้บริโภคเมื่อพบปัญหาสินค้าชำรุดบกพร่องไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องการซ่อม การเปลี่ยน หรือการคืนสินค้า รวมถึงระยะเวลาและขั้นตอนที่แน่นอน แต่ปัจจุบันยังไม่มีผลบังคับใช้ในประเทศไทย หากมีการนำมาใช้จะช่วยลดภาระที่ผู้บริโภคต้องไปต่อสู้กันในชั้นศาล และทำให้สิทธิในการคืนหรือเปลี่ยนสินค้ามีความชัดเจนมากขึ้น
นอกจากนี้ ดร.กฤษฎา ยังสะท้อนภาพรวมของปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญาในประเทศไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่ปัญหาความไม่เป็นธรรมยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษางานวิจัยพบปัญหาหลัก 3 ประการ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สภาพบังคับใช้ของประกาศควบคุมสัญญาทางธุรกิจ และปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนภูมิภาค ทั้งด้านบุคลากร ความรู้ความเข้าใจ และการทำงานที่ยังต้องพึ่งพาหน่วยงานอื่น
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจของศาล ซึ่งสามารถใช้ดุลพินิจในการตีความได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายเปิดช่องไว้เท่านั้น และอาจมีความกังวลว่าการใช้ดุลพินิจบางกรณีจะถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงการแข่งขันทางการค้า
ดร.กฤษฎา เห็นว่า ปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญาเกิดจากอำนาจหน้าที่ที่ทับซ้อนกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการใช้ข้อสัญญาสำเร็จรูป ซึ่งแม้จะช่วยให้สัญญาเป็นรูปแบบเดียวกัน แต่ผู้ประกอบการเป็นฝ่ายกำหนดเนื้อหาแต่เพียงฝ่ายเดียว และยังพบกรณีการแก้ไขข้อสัญญาเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดหลังแพ้คดี ทั้งนี้ ในหลายประเทศ เช่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร มีแนวทางหรือไกด์ไลน์เกี่ยวกับการวินิจฉัยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ศาล หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และคู่สัญญา พิจารณาความเป็นธรรมของข้อสัญญาตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทาง ซึ่งช่วยลดข้อพิพาทและเพิ่มความชัดเจนในการคุ้มครองผู้บริโภค
สำหรับประเทศไทย การขาดกลไกในลักษณะดังกล่าว รวมถึงการที่กฎหมายเลมอน ลอว์ ยังไม่มีผลบังคับใช้ ทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคในกรณีสินค้าชำรุดบกพร่องยังต้องพึ่งพาการตีความและการต่อสู้ในชั้นศาลเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายหรือพบปัญหา สัญญาเอาเปรียบ สามารถขอคำปรึกษาหรือร้องเรียนไปยัง เว็บไซต์สภาผู้บริโภค หรือโทรสายด่วน 1502
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



