Ribbon

ชวน 5 พรรคดีเบต ประชันวิสัยทัศน์ แก้ปัญหาการศึกษาไทย

ชวน 5 พรรคดีเบต ประชันวิสัยทัศน์ แก้ปัญหา การศึกษาไทย

ในวันที่ การศึกษาไทย ควรเป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียม กลับยังติดหล่มด้วยปัญหาเดิมซ้ำซาก ตั้งแต่ เรียนฟรีไม่ฟรีจริง พ.ร.บ.การศึกษาที่ยังไม่ตอบโจทย์ผู้เรียนจริง กับร่างกพ.ร.บ.ฯ ที่ค้างอยู่ถึง 7 ฉบับ ไปจนถึงการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอและไม่ถึงโรงเรียนขนาดเล็ก สภาผู้บริโภคเปิดเวที ชวน 5 พรรคการเมืองดีเบต แสดงวิสัยทัศน์ และแนวทางนโยบาย แก้ปัญหา การศึกษาไทย

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 54 รับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการได้รับการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยรัฐต้องจัดให้อย่างมีคุณภาพและไม่เก็บค่าใช้จ่าย อีกทั้งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 28/2559 ได้ขยายการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 15 ปี และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ยังรับรองสิทธิของบุคคลในการได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

ในความเป็นจริง โรงเรียนจำนวนมากยังเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองในรูปแบบต่าง ๆ โดยอาศัยประกาศของกระทรวงศึกษาธิการที่เปิดช่องให้มีการเรียกเก็บเงินสมทบจากผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงการศึกษา ค่ากิจกรรม ค่าชุดนักเรียน ค่าเรียนพิเศษ ค่าทัศนศึกษา ไปจนถึงค่าอุปกรณ์และการเรียนออนไลน์ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ล้วนอยู่นอกเหนือจากงบประมาณที่รัฐจัดสรร และกลายเป็นภาระหนักของครอบครัว โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยและครอบครัวในพื้นที่ชนบท

“ภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา บางรายไม่สามารถเรียนต่อหรือไม่ได้รับเอกสารจบการศึกษา เนื่องจากครอบครัวไม่สามารถชำระค่าเทอมหรือค่าธรรมเนียมที่โรงเรียนเรียกเก็บ ปัญหานี้สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม และทำให้สิทธิในการศึกษาไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงตามเจตนารมณ์ของนโยบายเรียนฟรี” ผศ.อรรถพล กล่าว

งบการศึกษาไทย ไม่ตรงจุด โรงเรียนเล็กแบกความเสี่ยง

อีกด้านหนึ่งของปัญหา คือการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาของรัฐที่ยังไม่เพียงพอและไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ส่งผลให้สถานศึกษาจำเป็นต้องพึ่งพาเงินสนับสนุนจากผู้ปกครอง ซึ่งขัดต่อหลักการที่มุ่งให้การศึกษาเป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม     

สภาผู้บริโภคจึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายในเรื่องการศึกษา ผลักดันนโยบายเรียนฟรีต้องมีจริง ขยายถึงระดับปริญญาตรีหรือสายอาชีพ เพื่อลดภาระหนี้ของครอบครัว ซึ่งทุกพรรคการเมืองต้องกำหนดนโยบายสนับสนุนสิทธิการเรียนปริญญาตรีใบแรกฟรีในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและทิศทางการพัฒนาประเทศ

รวมถึงการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสม และการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เนื่องจากปัจจุบันมีร่างกฎหมายค้างอยู่ถึง 7 ร่าง จึงอยากเห็นความชัดเจนจากพรรคการเมืองว่า จะเดินหน้าอย่างไรต่อไป 

เปิดเวทีดีเบต 5 พรรค ทิศทางการศึกษาไทย

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคเตรียมจัด เวที “ป้ายยา ‘การศึกษาไทย’ : นโยบายที่ชอบ กฎหมายที่ใช่” โดยเชิญตัวแทนจาก 5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย เข้ามาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ แนวทางนโยบาย และสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติของแต่ละพรรคว่าจะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างไร หากได้รับบทบาทเป็นรัฐบาล

สภาผู้บริโภคเห็นว่า พรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้กำหนดนโยบายและผู้รับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อน การศึกษาไทย เวทีนี้จึงไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นพื้นที่ความรับผิดชอบต่ออนาคตของเด็กไทยและระบบการศึกษา เพื่อให้เรียนฟรี ไม่ใช่แค่คำสัญญา แต่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตของประชาชนทุกคน

ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและผู้บริโภคร่วมติดตาม เวที “ป้ายยา ‘การศึกษาไทย’ : นโยบายที่ชอบ กฎหมายที่ใช่” ในวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 09.30 – 13.00 น. ณ อาคาร 11 โซน A ชั้น 1 (Exhibition Hall) มหาวิทยาลัยศรีปทุมหรือรับชมการถ่ายทอดผ่านเฟซบุ๊ก สภาองค์กรของผู้บริโภค ALTV ช่อง 4 ทีวีเรียนสนุก และ thai pbs ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานได้ที่ลิงก์กูเกิ้ลฟอร์มนี้ https://forms.gle/AjYf5TRFca4GYZGM9 

เวทีนี้ไม่ได้ “ป้ายยา” เพื่อขายนโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่เป็นการ ป้ายยาให้สังคมเห็นว่า นโยบายแบบไหนที่ผู้บริโภคการศึกษาควรได้ และกฎหมายแบบไหนที่ควรเกิดขึ้นจริง เพื่อผลักดันให้การปฏิรูปการศึกษา ไม่ใช่แค่คำสวย ๆ บนเวทีการเมือง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบชีวิตผู้เรียนอย่างแท้จริง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง