
ผู้ใช้ถนน พระรามสอง ไม่ใช่คนเลือกเสี่ยง แต่คือคนที่ไม่มีทางเลือก เมื่อระบบขนส่งสาธารณะล้มเหลว การเอาชีวิตไปอยู่บนถนนจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น นี่คือความจริงของผู้บริโภค ที่ต้องจ่ายต้นทุนด้วยเวลา และความปลอดภัย
“คนที่เขายังใช้ถนน พระรามสอง อยู่คนคือที่ต้องไปทำงาน ยังต้องใช้ชีวิต คนที่ไม่เคลื่อนไหวคือคนตาย พี่ยังไม่ได้ติดเตียง พี่ยังไม่ได้ตาย แต่มันไม่ควรมีใครต้องตายเพราะการทำถนนพระรามสอง”
นี่ไม่ใช่คำพูดดราม่าเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่มันคือเสียงจริงจากผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ใช้ถนนพระรามสอง ที่ต้องเอาชีวิตไปฝากไว้บนถนนเส้นนี้ทุกวัน
เธอเล่าย้อนว่า วันที่รู้ว่าจะมีถนน พระรามสอง เธอดีใจมาก เพราะก่อนหน้านั้น การเดินทางของคนสมุทรสงครามแทบไม่มีทางเลือก จะเข้ากรุงเทพฯ หรือจะลงใต้ ต้องอ้อมไปผ่านราชบุรี เส้นเพชรเกษมคือทางออกเดียวของคนแม่กลอง เมืองเหมือนถูกปิดไว้
การเดินทางยากลำบาก ใช้เวลาครึ่งวันกว่าจะถึงกรุงเทพฯ พระรามสองในวันนั้น จึงไม่ใช่แค่ถนน แต่มันคือ “การเปิดเมือง” คือโอกาสให้คนต่างจังหวัดเข้าถึงเมืองหลวง เข้าถึงงาน การศึกษา การรักษา และโลกภายนอก
และช่วงหนึ่ง มันก็เคยเป็นแบบนั้นจริง ๆ จากแม่กลองเข้ากรุงเทพฯ ใช้เวลาแค่ชั่วโมงกว่า ชีวิตสะดวกขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คือถนนเส้นนี้ ไม่เคยสร้างเสร็จ
ไม่ใช่แค่วันนี้ ไม่ใช่แค่ปีนี้ แต่เป็นทุกวัน ที่การเดินทาง 60 กว่ากิโลเมตร ไม่เคยมีสักวันที่ไม่เจอการซ่อมถนน และไม่ใช่รถติดธรรมดา แต่ติดจนอัมพาต
“พี่มีประชุมบ่ายโมง พี่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า ไม่งั้นพี่ไม่มีอนาคตว่าพี่จะมาถึงไหม ลองไปทางอ้อมแล้ว รถก็ติดพอกัน สุดท้ายในฐานะนักสู้ เป็นตายยังไง ก็ต้องสู้อยู่บนพระรามสองนี่แหละ”
ไม่ใช่การเลือก แต่มันคือการ “จำใจ”
ทุกวันนี้ ประชาชนแทบไม่มีทางเลือกอื่น ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อกรุงเทพ สมุทรสาคร และสมุทรสงครามอย่างมีคุณภาพ คนจึงต้องซื้อรถ ขับรถ หรือขึ้นรถตู้ แล้วไปติดอยู่ในสภาพการจราจรที่ไม่ต่างจากการเอาชีวิตไปเสี่ยง ถ้าระบบขนส่งสาธารณะทำงานได้จริง คนจำนวนมากไม่จำเป็นต้องเอารถออกมาบนถนนเส้นนี้ ไม่ต้องเสียโอกาสทางการศึกษา การแพทย์ หรือการค้าขาย ไม่ต้องเสียเวลาชีวิตไปกับการจอดนิ่ง ๆ บนถนน
แต่รัฐกลับเลือกแก้ปัญหาด้วยการสร้างถนนเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นทางยกระดับสองชั้น หรือ Double Deck โดยไม่เคยมองภาพรวมว่า ต่อให้สร้างเพิ่มกี่ชั้น ถ้าคนยังไม่มีทางเลือกในการเดินทาง ถนนก็จะไม่มีวันพอ สุดท้ายทุกคนก็ต้องไปรอกันตรงปลายทางลง
สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บปวดไม่แพ้รถติด คือการจัดการพื้นที่ก่อสร้างที่ไม่เห็นหัวประชาชน ผู้รับเหมามีอำนาจปิดถนนตามใจ จาก 4 เลน ปิดไป 3 เลน ไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า กรวยถูกตั้งทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน ผิวจราจรถูกยึดเป็นที่วางอุปกรณ์ ทั้งที่ไม่ได้ทำงาน
แม้เธอจะพยายามหนีรถติดด้วยการเดินทางกลางคืน ก็ยังไม่รอด เพราะต้องไปใช้ทางคู่ขนานร่วมกับรถสิบล้อ การเดินทางบนพระรามสองจึงไม่มีทางรอดสักเวลาเดียว ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน
นอกจากนี้ เธอยังมองว่าสัญญาพระรามสองระหว่างรัฐกับเอกชนเป็นเหมือนสัญญาทาสเพราะไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่คุ้มครองหรือเยียวยาประชาชน รัฐไม่กำกับดูแลปล่อยให้เอกชนละเมิดกฎจราจร สร้างความเดือดร้อนโดยไม่ต้องรับผิด และเมื่อเกิดปัญหา รัฐก็ไม่กล้ายกเลิกสัญญาเพราะกลัวถูกฟ้องร้อง สุดท้าย คนที่ต้องทน คือประชาชน
“ความเดือดร้อนบนถนนเส้นนี้ ไม่ใช่เวรกรรม แต่มันคือสิ่งที่มนุษย์ทำ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ ที่กินเงินเดือนภาษี แต่ไม่ทำหน้าที่กำกับดูแล”
เธอเสนอว่า หากจะเดินหน้าสร้างโครงการใหญ่ในอนาคต สัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนต้องเห็นหัวประชาชน ต้องระบุให้ชัดว่า หากผู้รับเหมาสร้างความเสียหาย รัฐต้องมีสิทธิยกเลิกสัญญาได้ โดยไม่ต้องกลัวการฟ้องกลับ และข้อเร่งด่วนที่ทำได้ทันที คือคืนผิวจราจรให้ประชาชนทันทีในส่วนที่สร้างเสร็จแล้วไม่ใช่ยึดไว้เป็นที่วางของเหมือนถนนเป็นของเอกชน
พร้อมกันนั้น รัฐต้องหันมาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทาง ไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงบนถนนเส้นเดิมทุกวัน เพราะถนนมีไว้ให้คนใช้ ไม่ใช่ให้คน “ตาย” ระหว่างทาง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง


