Ribbon

ส่อง รัฐธรรมนูญ ปี 60 สิทธิผู้บริโภค ได้ หรือ เสีย

หลายคนอาจมองว่า “รัฐธรรมนูญ” เป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของการเมือง การเลือกตั้ง หรือการจัดสรรอำนาจของนักการเมืองเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายแม่บท ที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน สภาผู้บริโภคชวนทำความเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคอย่างไร

ในประเด็นสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค อาจกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี 60 มีความก้าวหน้ามากกว่าฉบับที่ผ่าน ๆ มา หรือก้าวหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะ ในมาตรา 46 หมวดสิทธิและเสรีภาพ ว่าผู้บริโภคมีสิทธิในการรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งองค์กรที่เป็นอิสระ เพื่อพิทักษ์สิทธิของตนเองและส่วนรวม หลักการนี้ถือเป็นฐานสำคัญที่นำไปสู่การตราพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภคสามารถรวมตัวกัน ทำงานเชิงนโยบาย ตรวจสอบรัฐ และสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ที่ต่อมาเป็น สภาผู้บริโภคในปัจจุบัน

แต่ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญกำหนด “หน้าที่ของรัฐ” ในการคุ้มครองผู้บริโภค แทนการกำหนดให้เป็นสิทธิ เหมือนรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 นอกจากนั้น ในมาตรา 61 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ระบุให้รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการรู้ข้อมูลที่เป็นจริง ด้านความปลอดภัย ด้านความเป็นธรรมในการทำสัญญา หรือด้านอื่นใดอันเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่สิทธิร้องเรียนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย ที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ 50 กลับหายไป

อย่างไรก็ตาม ยิ่งพิจารณาให้ลึกลงไป ยิ่งพบว่าการรับรองสิทธิและการกำหนดหน้าที่ของรัฐในรัฐธรรมนูญปี 60 ยังมีข้อจำกัดและจุดอ่อนที่ทำให้สิทธิของผู้บริโภคเกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ

จาก “สิทธิเท่ากัน” สู่ “หน้าที่ของรัฐ”

เมื่อพิจารณาพัฒนาการของรัฐธรรมนูญไทย จะเห็นการเปลี่ยนแปลงแนวคิดด้านสิทธิด้านบริการสุขภาพและสวัสดิการอย่างชัดเจน จากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เน้นความเสมอภาค ผู้บริโภคถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานเท่ากันทุกคน ไม่ว่าฐานะทางเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร หลักคิดสำคัญคือการทลายกำแพงเรื่องเงินทองออกจากการเข้าถึงบริการสาธารณะ โดยเฉพาะการรักษาพยาบาล ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ขยายแนวคิดไปสู่เรื่องคุณภาพของบริการ ไม่เพียงแค่รักษาฟรี แต่ต้องรักษาได้อย่างมีมาตรฐาน รวดเร็ว และทันสมัย เป็นการยกระดับสิทธิของผู้บริโภคจากเชิงปริมาณไปสู่เชิงคุณภาพ

แต่สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดสิทธิในการรับบริการสาธารณสุขในมาตรา 47  ว่าบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ แต่ในวรรคสองกับกำหนดว่า บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งอาจเป็นการจำกัดสิทธิ เนื่องจากการระบุคำว่า “บุคคลผู้ยากไร้” ซึ่งอาจทำให้ประชาชนต้องผ่านกระบวนการคัดกรองหรือพิสูจน์สถานะทางเศรษฐกิจก่อน อย่างการต้องมีบัตรคนจน หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงจะได้รับสิทธิการบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนการรับการรักษาแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับบุคคลทั่วไปเฉพาะแค่กรณีป้องกัน และขจัดโรคติดต่ออันตรายเท่านั้น ซึ่งกำหนดไว้ในวรรคสาม ที่ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นอกจากนั้นในมาตรา 55 กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการบริการสาธารณสุขต้องมีประสิทธิภาพ แต่กลับตัดเรื่องมาตรฐานออกไปทั้งที่เคยมีกำหนดไว้ในมาตรา 82 รัฐธรรมนูญปี 40

การลดทอนการป้องกันการผูกขาด

อีกประเด็นที่กระทบผู้บริโภคโดยตรง คือ การลดทอนกลไกป้องกันการผูกขาดทางการค้า รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ระบุไว้ชัดเจนว่า รัฐมีหน้าที่ต้องป้องกันการผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดโดยภาครัฐหรือภาคเอกชน พร้อมทั้งกำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ตลาดมีผู้เล่นหลายราย แข่งขันกันอย่างแท้จริง อันเป็นหลักประกันสำคัญว่าผู้บริโภคจะได้รับสินค้าและบริการในราคาที่เหมาะสมและมีคุณภาพ

แต่ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ถ้อยคำเหล่านี้กลับถูดตัดออก และแทนที่ด้วยถ้อยคำที่กว้างขึ้น เช่น การส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบเสรี การไม่ให้รัฐเข้าไปประกอบกิจการแข่งกับเอกชน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม การเปลี่ยนถ้อยคำเช่นนี้ อาจดูเป็นเรื่องเชิงเทคนิคทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติกลับส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของผู้บริโภค เมื่อมีกิจการใหญ่ๆ ที่มีลักษณะผูกขาดเพิ่มขึ้นทำให้ผู้บริโภคถูกจำกัดด้านทางเลือก และราคา

เมื่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด การลดระดับความเข้มข้น ในการกำหนดหน้าที่ของรัฐในการป้องกันการผูกขาด ผลกระทบที่ตามมาคือการบังคับใช้กฎหมายลูก โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ที่ถูกทำให้มีบทบาทที่อ่อนแอลง

ในกรณีการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ หน่วยงานกำกับดูแลอาจมีแนวโน้มอนุญาตหรือผ่อนคลายมากขึ้น โดยให้เหตุผลว่าเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจไทยหรือเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก ทั้งที่ผลลัพธ์ในประเทศคือ จำนวนผู้เล่นในตลาดลดลงเมื่อกติกาเปิดให้ธุรกิจใหญ่มีอำนาจต่อรองมากขึ้น

เมื่อคู่แข่งน้อยลง ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เหลืออยู่จะมีอำนาจเหนือตลาด สามารถกำหนดราคาและเงื่อนไขได้เอง ราคาสินค้าและบริการจึงไม่จำเป็นต้องลดลงตามกลไกตลาดเสรี ในทางตรงกันข้าม ผู้บริโภคกลับต้องจ่ายแพงขึ้น ทั้งในรูปของค่าบริการที่สูงขึ้น โปรโมชั่นที่ด้อยลง หรือทางเลือกที่ลดน้อยลง

ปัญหาการผูกขาดจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องของกลุ่มทุนเท่านั้น แต่การมีทางเลือกที่น้อยลง ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือธุรกิจโทรคมนาคม ที่เคยมีผู้ให้บริการที่หลากหลาย แต่หลังการควบรวมกลับเหลือเพียงไม่กี่ราย แม้ดูเหมือนจะมีการแข่งขันกันอยู่ แต่ในความเป็นจริง ผู้บริโภคมีตัวเลือกน้อยลง แพ็กเกจบริการของแต่ละค่ายแทบไม่ต่างกัน คุณภาพสัญญาณที่แย่ลง ราคาที่แพงขึ้น และการแข่งขันที่เคยมีอาจค่อย ๆ จางหายไป ไม่ใช่เพียงด้านโทรคมนาคม แต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านสะดวกซื้อที่แพงเกินจริง เนื่องจากตลาดถูกครอบครองโดยผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย

ลดทอนอำนาจประชาชนในการตรวจสอบองค์กรอิสระ

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิสำคัญที่หายไปในรัฐธรรมนูญปี 2560 คือ สิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนกรรมการในองค์กรอิสระ เมื่อเห็นว่ากรรมการในองค์กรเหล่านั้นไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ สิทธินี้เคยถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจขององค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลผลประโยชน์สาธารณะ

การตัดสิทธิดังกล่าวออกไป ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงกฎหมายเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค เพราะเมื่อองค์กรอิสระละเลยหน้าที่ หรือไม่ปกป้องประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างที่ควรจะเป็น ผู้บริโภคก็แทบไม่มีเครื่องมือใดในการเรียกร้องความรับผิดชอบ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการโทรคมนาคมเพื่อดูแลผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน แต่กลับปล่อยให้เกิดการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ส่งผลให้ทางเลือกของผู้บริโภคลดลง แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 หากกรรมการในองค์กรกำกับดูแลไม่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิในการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านั้นได้ เมื่อสิทธินี้หายไป ความสามารถของประชาชนในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองก็หายไปเช่นกัน

สิทธิทางการศึกษา จากสิทธิประชาชน สู่ รัฐจัดสรร

สำหรับประเด็นการศึกษา รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้เปลี่ยนตำแหน่งของสิทธิทางการศึกษา จากเดิมที่เคยถูกระบุไว้ในหมวดสิทธิของประชาชน ไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ ทำให้การศึกษาไม่ถูกมองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนสามารถเรียกร้องได้โดยตรง แต่กลายเป็นภารกิจที่รัฐจะจัดให้ตามนโยบาย งบประมาณ และดุลยพินิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อการศึกษาไม่ถูกนิยามเป็น “สิทธิของประชาชน” อย่างชัดเจน กลายเป็นเรื่องที่ “รัฐต้องจัดสรร” ส่งผลให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในครอบครัวรายได้น้อย ต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นเดิมในรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 กำหนดให้การศึกษาต้องทั่วถึงและมีคุณภาพ แต่รัฐธรรมนูญปี 60 เหลือเพียงแค่มีคุณภาพเท่านั้น

หากนำสิทธิทางการศึกษากลับมาเป็นสิทธิของประชาชนอย่างชัดเจน จะช่วยเสริมอำนาจให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเรียกร้องการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ เสมอภาค และสอดคล้องกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปได้มากขึ้น รวมถึงเปิดพื้นที่ให้เกิดแนวคิดและรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของสังคมในระยะยาว

การกระจายอำนาจ ที่รัฐธรรมนูญ “เคย” กำหนดไว้

นอกจากนี้ เรื่องการกระจายอำนาจ คือหัวใจของการแก้ปัญหาท้องถิ่น เพราะคนในพื้นที่รู้ดีที่สุดว่าควรจัดการเงิน ทรัพยากร และบริการสาธารณะอย่างไร รัฐธรรมนูญจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่า ท้องถิ่นจะมีอิสระมากน้อยแค่ไหนในการตัดสินใจ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่

เมื่อเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่าฉบับปี 2540 และ 2550 วางรากฐานการกระจายอำนาจอย่างเข้มแข็ง ทั้งการโอนงบประมาณ การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 กลับลดบทบาทแนวคิดนี้ลง คำว่า “การกระจายอำนาจ” หายไปจากชื่อหมวด และท้องถิ่นต้องดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์และกติกาจากส่วนกลาง ทำให้การแก้ปัญหาในพื้นที่ขาดความคล่องตัว

ผลกระทบที่ผู้บริโภคสัมผัสได้จริง คือค่าครองชีพที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น หากท้องถิ่นมีอำนาจด้านงบประมาณและการบริหารมากขึ้น ก็สามารถจัดการขนส่งสาธารณะ ตลาดสด หรือบริการพื้นฐานให้มีราคาถูกและเป็นธรรมได้

จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญปี 2560

อีกปัญหาสำคัญของรัฐธรรมนูญปี 60 คือความล่าช้าในกระบวนการเยียวยาความเสียหาย แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้รัฐต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค แต่กลับไม่ได้วางหลักประกันเรื่องความรวดเร็ว ในกระบวนการยุติธรรมอย่างชัดเจน แม้ผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายในมูลค่าไม่สูง แต่ต้องเผชิญกับขั้นตอนร้องเรียนที่ซับซ้อน ใช้เวลานาน และไม่คุ้มค่า ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ละเมิดสิทธิยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยแทบไม่ต้องรับผิด

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญปี 2560 ยังไม่เท่าทันบริบทเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ปัญหาในระบบแพลตฟอร์มออนไลน์ การผูกขาดทางดิจิทัล ความไม่เป็นธรรมของเงื่อนไขการให้บริการ และการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค ยังไม่ได้ถูกสะท้อนอย่างชัดเจนในระดับรัฐธรรมนูญ กลไกคุ้มครองผู้บริโภคที่ออกแบบมาสำหรับระบบเศรษฐกิจแบบเดิม จึงไม่เพียงพอที่จะรับมือกับอำนาจของแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ในปัจจุบัน

รัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือกติกาที่กำหนดคุณภาพชีวิตของเราในฐานะผู้บริโภคทุกวัน ตั้งแต่ราคาสินค้า บริการสาธารณะ ไปจนถึงโอกาสทางการศึกษา การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่คือการใช้สิทธิของประชาชนในการกำหนดทิศทางประเทศ และร่วมตัดสินใจว่าต้องการรัฐธรรมนูญแบบใดที่จะคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง