Ribbon

เดินหน้าสู้ต่อ คดีปัดเศษค่าโทร เอาเปรียบผู้บริโภค

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับผู้บริโภค ยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่ม กับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กรณีการคิดค่าบริการโทรศัพท์แบบปัดเศษจากวินาทีเป็นนาที ทำให้ผู้บริโภคถูกคิดค่าบริการแบบไม่เป็นจริง โดยศาลวินิจฉัยว่ามติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่ 13/2559 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดค่าโทรตามจริงบนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์  ยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันที เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นก่อน จึงทำให้การกระทำของบริษัทในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค สภาผู้บริโภคแสดงความผิดหวังต่อคำพิพากษา พร้อมเดินหน้าหาแนวทางผลักดันกลไกกำกับดูแลผู้บริโภคให้เข้มแข็งมากขึ้นในอนาคต

นางสาวณัฐวดี เต็งพานิชกุล ทนายความจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า คดีนี้เกิดจากผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากการคิดค่าบริการโทรศัพท์แบบปัดเศษจากวินาทีเป็นนาที เนื่องจาก กทค. ได้มีมติที่ 10/2559 ใช้บังคับกับผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz ให้คิดค่าโทรตามการใช้งานจริงเป็นวินาที ต่อมาได้มีมติที่ 13/2559 เพื่อขยายการบังคับใช้ไปยังคลื่น 2100 MHz ซึ่งเป็นคลื่นที่ดีแทคถือครองอยู่ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่ามติที่ 13/2559 ยังไม่สมบูรณ์ทางกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามที่กฎหมายกำหนด จึงยังไม่มีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่งผลให้การที่ดีแทคคิดค่าบริการแบบปัดเศษค่าโทรในขณะนั้นยังไม่ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค อีกทั้งประเด็นการร่วมรับผิดของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลได้พิจารณาจากมติของกทค. ตั้งแต่ปี 2550 ที่ให้ใบอนุญาตกับดีแทค โดยเงื่อนใขใบอนุญาตไม่ได้กำหนดเรื่องคิดค่าบริการตามจริงเป็นวินาที

นางสาวณัฐวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า มีข้อสังเกตที่น่าสนใจจากความแตกต่างของแนวคำพิพากษาในคดีลักษณะเดียวกัน โดยในกรณีที่กลุ่มผู้บริโภคฟ้องร้องบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ต่อศาลแพ่งรัชดา ศาลได้วินิจฉัยว่าข้อสัญญาที่กำหนดให้คิดค่าโทรไม่เป็นไปตามการใช้งานจริง เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม แต่ศาลยกฟ้องเนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถพิสูจน์รายละเอียดของค่าเสียหายหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างชัดเจน ซึ่งขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการอุทธรณ์

ขณะที่คดีของดีแทค ศาลเน้นไปที่ความสมบูรณ์ของมติ กทค. เป็นหลัก และยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นความไม่เป็นธรรมของสัญญาบริการ แม้เป็นประเด็นหลักที่กลุ่มผู้บริโภคได้นำเสนอต่อศาลพิจารณา

ด้านนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังอย่างมากต่อคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ เนื่องจากการที่ผู้บริโภคใช้บริการโทรศัพท์ไม่ครบหนึ่งวินาที แต่ถูกคิดเงินเต็มนาที เป็นเรื่องไม่เป็นธรรม โดยขั้นตอนหลังจากนี้ สภาผู้บริโภคจะตรวจสอบรายละเอียดของมติ กทค. ทั้งสองฉบับอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่ามีความไม่สมบูรณ์ในประเด็นใด และเหตุใดการบังคับใช้จึงแตกต่างกันในแต่ละบริษัท เพื่อหาแนวทางปกป้องสิทธิผู้บริโภคต่อไป

“กรณีนี้สะท้อนถึงปัญหาความอ่อนแอของหน่วยงานกำกับดูแล หากศาลยึดตามคำวินิจฉัยของหน่วยงานที่ยังไม่เข้มแข็ง โดยไม่พิจารณาเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้บริโภคจะขาดที่พึ่งอย่างมาก” นางสาวสารี กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2562 กสทช. ได้มีมติให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จัดแพ็กเกจที่คิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาทีในสัดส่วนอย่างน้อย 50% ของแพ็กเกจทั้งหมด แต่มติดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับคดีที่กลุ่มผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนหน้านี้

นางสาวรมณีย์ เต็มเปี่ยม ตัวแทนผู้บริโภคที่ร่วมฟ้องคดี กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังต่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ เนื่องจากการคิดค่าโทรแบบไม่ตรงตามการใช้งานจริงส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคมาโดยตลอด พร้อมเรียกร้องให้ กสทช. กำกับดูแลผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถืออย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเรื่องการคิดอัตราค่าโทรศัพท์แบบปัดเศษ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค