Ribbon

1 ปี หลักสูตรฐานสมรรถนะ เสียงสะท้อนจากครู เด็กตื่นตัว-โรงเรียนมีข้อจำกัด

Getting your Trinity Audio player ready...
1 ปีหลักสูตรฐานสมรรถนะ เสียงสะท้อนจากครู เด็กตื่นตัว-โรงเรียนมีข้อจำกัด

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 สภาผู้บริโภค จัดเวที “จากนโยบายสู่ห้องเรียน: หนึ่งปีของการใช้หลักสูตรใหม่” เปิดเสียงผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ และครูโรงเรียนนำร่อง สะท้อนประสบการณ์จริงหลังใช้ หลักสูตรฐานสมรรถนะ ครบหนึ่งปี แม้นักเรียนมีความกระตือรือร้นมากขึ้นจากการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่โรงเรียนยังเผชิญความท้าทายจากการประกาศใช้อย่างเร่งด่วน ความซับซ้อนของการบูรณาการรายวิชา รวมถึงข้อจำกัดด้านจัดซื้อสื่อและระบบวัดผลที่ยังไม่สอดคล้อง จึงเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจน และกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนขยายผลในระดับมัธยม

หลักสูตรฐานสมรรถนะ มุ่งพัฒนา 3 ด้านสำคัญ

ศุภโชค ปิยะสันติ์ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ซึ่งติดตามการขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน วิเคราะห์ว่า ระบบการศึกษาไทยมีทั้งระบบหลัก คือกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน และ ระบบรอง เช่น โครงสร้างบริหาร หนี้ครู หรือการสอบคัดเลือก โดยย้ำว่าการปฏิรูปหลักสูตรคือหัวใจของกระทรวงศึกษาธิการ อย่างไรก็ดี ช่วงเริ่มต้นนำร่องเกิดขึ้นในจังหวะปิดเทอม ทำให้หลายโรงเรียนตั้งตัวไม่ทัน กังวลเรื่องการเทียบโอนระหว่างหลักสูตรเก่า–ใหม่ อีกทั้งบางแห่งจัดซื้อหนังสือเรียนตามหลักสูตรเดิมไปแล้ว ขณะที่การออกแบบเวลาเรียนซึ่งเปิดทางให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ก็ยังไม่ถูกปรับใช้จริงเพราะโรงเรียนไม่มั่นใจจะก้าวต่างจากระบบเดิม

ศุภโชค ให้ข้อมูลว่า หลักสูตรฐานสมรรถนะ มุ่งพัฒนา 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ทัศนคติ ความรู้พื้นฐาน และความสามารถประยุกต์ใช้ ผ่านการบูรณาการรายวิชาและการเรียนรู้แบบกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แต่ในทางปฏิบัติหลายโรงเรียนยังใช้หนังสือ ตารางเรียน และวิธีประเมินแบบเดิม เพราะขาดความเข้าใจและแนวทางที่ชัดเจน จึงเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการประกาศเป็นวาระแห่งชาติ จัดทำแนวปฏิบัติที่ยืดหยุ่นโดยเฉพาะงบสื่อการสอน เปิดพื้นที่กลางให้ครูแลกเปลี่ยนหน่วยการเรียนรู้ และเร่งสื่อสารกับผู้ปกครองเพื่อลดความกังวลต่อการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

จากครูหน้าชั้นสู่โค้ช ห้องเรียนที่เด็กได้ลงมือทำจริง

ด้าน สุไฮยาตี ประเปะ ครูชำนาญการโรงเรียนบ้านลากอ สะท้อนประสบการณ์จากการใช้หลักสูตรใหม่ครบหนึ่งปีว่า การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Problem-Based Learning – PBL) ทำให้ครูต้องออกแบบกิจกรรมอย่างรอบด้าน เพื่อให้หนึ่งโครงงานบูรณาการได้หลายวิชา ได้ยกตัวอย่าง โครงงาน “สเปรย์ตะไคร้หอมไล่ยุง” ของนักเรียนชั้น ป.3 ที่เริ่มตั้งแต่การ ตั้งคำถาม (วิชาภาษาไทย) ทดลองเรื่องสารละลาย (วิชาวิทยาศาสตร์) การคำนวณสัดส่วนผสม (วิชาคณิตศาสตร์) ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการการทำงานเป็นทีม พร้อมปรับการวัดผลจากการสอบปลายภาคเป็นการประเมินต่อเนื่องด้วยเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริก ซึ่งช่วยสะท้อนพัฒนาการตามสภาพจริงของผู้เรียนได้ชัดเจนขึ้น

สุไฮยาตี ระบุว่า “เด็กมีความสุขและกระตือรือร้นมากขึ้น เพราะได้ลงมือปฏิบัติและเห็นผลลัพธ์ที่นำไปใช้ในชีวิตจริง”

ขณะเดียวกันบทบาทครูเปลี่ยนจากผู้สอนเป็นโค้ช ที่คอยหนุนเสริมและดูแลความแตกต่างระหว่างบุคคล แม้ต้องใช้เวลาเตรียมการมากและยังต้องการงบประมาณที่ยืดหยุ่น รวมถึงพื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสม แต่การทำชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ(Professional Learning Community – PLC) ช่วยให้ครูที่ย้ายมาใหม่หรือครูที่เคยสอนแยกวิชาสามารถทำความเข้าใจการสอนแบบบูรณาการได้รวดเร็วขึ้น ทั้งยังเห็นว่าความยืดหยุ่นของหลักสูตรเอื้อต่อการปรับใช้ตามบริบทท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่สามารถเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและชุมชนได้อย่างสอดคล้อง

ทลายกำแพงวิชาเอก สู่หลักสูตรจุดเน้นเฉพาะพื้นที่

ด้าน ฮัมดาน อ่อนหวาน ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา สะท้อนจากบทบาทผู้ติดตามและหนุนเสริมโรงเรียนว่า การขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมในโรงเรียนอย่างชัดเจน ครูเริ่มทลายกำแพงวิชาเอกของตนเอง ทำงานข้ามกลุ่มสาระมากขึ้น โดยใช้สมรรถนะเป็นเป้าหมายร่วมในการออกแบบกิจกรรม เช่น ครูภาษาไทยเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ หรือครูวิทยาศาสตร์สอดแทรกประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคม แนวคิดนี้ยังทำให้โรงเรียนเลิกการคัดลอกหลักสูตรแบบเดิม แต่หันมาวิเคราะห์บริบทชุมชนของตนเอง เกิดรายวิชาที่ตั้งชื่อและออกแบบตามจุดเน้นเฉพาะพื้นที่ แม้จะอยู่ในตำบลเดียวกันก็มีความแตกต่างกันได้ รวมถึงโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่บูรณาการเนื้อหาศาสนากับวิชาสามัญอย่างสอดคล้อง

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านยังเผชิญอุปสรรคหลายด้าน ทั้งความสับสนเรื่องเกณฑ์ประเมินผล การเทียบระดับผลการเรียนแบบเดิมกับระดับสมรรถนะใหม่ ความกังวลกรณีนักเรียนย้ายโรงเรียนและการออกเอกสารหลักฐานการศึกษา ตลอดจนข้อจำกัดจากระเบียบพัสดุที่ทำให้ครูไม่มั่นใจในการปรับใช้งบประมาณเพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้จริง

ฮัมดาน เสนอว่า การขับเคลื่อนควรทำแบบทั้งโรงเรียน ไม่ใช่เฉพาะชั้นที่เริ่มใช้หลักสูตร พร้อมบทบาทเชิงรุกของศึกษานิเทศก์ในการลงพื้นที่ช่วงปิดเทอมเพื่อช่วยออกแบบหลักสูตรให้พร้อมใช้ และสร้างเครือข่าย PLC ข้ามโรงเรียน นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงต้นทางการผลิตครูที่ยังยึดโครงสร้างวิชาเอกแยกส่วน จึงควรปรับให้บัณฑิตครูมีสมรรถนะด้านการออกแบบหลักสูตรและการสอนแบบบูรณาการ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่ยึดผู้เรียนและบริบทชุมชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

อย่าให้หลักสูตรใหม่เปลี่ยนแค่กระดาษ แต่ต้องเปลี่ยนในห้องเรียนจริง

อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ให้ความเห็นว่า การขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะในระยะยาวต้องวางยุทธศาสตร์โดยใช้ศักยภาพของพื้นที่เป็นฐาน เครือข่ายโรงเรียนนำร่องกว่า 4,000 แห่งจะเดินหน้าได้จริง หากศึกษานิเทศก์ได้รับบทบาทเป็นผู้วางยุทธศาสตร์ ในระดับเขตพื้นที่ มีอำนาจวิเคราะห์ความพร้อม และกำหนดทิศทาง 2–3 ปีข้างหน้า โดยให้กระทรวงศึกษาธิการทำหน้าที่สนับสนุนและกำกับดูแลในภาพรวม พร้อมผ่อนถ่ายอำนาจเพื่อความยืดหยุ่นตามบริบทจริง

ในเชิงระบบ ส่วนกลางจำเป็นต้องเร่งปลดล็อก ข้อจำกัดด้านระเบียบ เช่น แนวทางใช้งบประมาณที่เอื้อต่อการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ และเกณฑ์เทียบโอนผลการเรียนที่ชัดเจนเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กย้ายโรงเรียน นอกจากนี้ ต้องประสานการผลิตครูรุ่นใหม่ให้มีทักษะสอนบูรณาการมากขึ้น ควบคู่กับการสร้าง PLC เข้มแข็งในโรงเรียน ขณะเดียวกันยังต้องรักษาความเข้มแข็งของทักษะฐานรากอย่างภาษาไทยและคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อจะขยายสู่ระดับมัธยมในปี 2570 ซึ่งต้องหาสมดุลระหว่างการเรียนรู้เชิงลึกกับการบูรณาการ

ท้ายที่สุด อรรถพลย้ำว่า ความสำเร็จของหลักสูตรใหม่นี้ต้องมีเข็มทิศ นโยบายที่ชัดเจนจากผู้บริหารระดับสูง มีโรดแมปต่อเนื่อง และหลีกเลี่ยงการสั่งการแบบบนลงล่างที่ไม่รับฟังเสียงหน้างาน พร้อมเตือนภาวะ “ศรีธนญชัยทางการศึกษา” ที่ครูอาจเขียนหลักสูตรใหม่เพียงบนกระดาษ แต่การสอนจริงไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคพร้อมทำหน้าที่เป็นช่องทางกลางในการสะท้อนข้อเสนอจากพื้นที่สู่ระดับนโยบายอย่างต่อเนื่อง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง