
ผลสำรวจชี้ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาปีนี้พุ่งสูงสุดในรอบ 17 ปี สวนทางนโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี” เปิดเทอม 69 ผู้ปกครองเผชิญภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าชุด อุปกรณ์ ค่าอาหาร ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมาก
เปิดเทอมทีไร ไม่ใช่แค่เด็กที่ต้องเตรียมตัว แต่พ่อแม่จำนวนมากที่ต้องตั้งรับ กับรายจ่ายก้อนใหม่ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าอาหาร ค่าอินเทอร์เน็ต ไปจนถึงค่าใช้จ่ายจุกจิกที่รวมกันแล้วกลายเป็นภาระหนักของหลายครอบครัว แม้ลูกจะเรียนในโรงเรียนรัฐบาล และมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระบางส่วนก็ตาม แต่ผลวิจัยล่าสุดกลับสะท้อนให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี
เปิดเทอม 69 ผู้ปกครองไทยแบกค่าใช้จ่ายสูงสุดในรอบ 17 ปี
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ปกครอง สะท้อนว่าเปิดเทอมไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาเริ่มต้นการศึกษา แต่กลายเป็นฤดูกาลแห่งภาระค่าใช้จ่ายของหลายครอบครัวทั่วประเทศ โดยจากผลสำรวจพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายช่วงเปิดภาคเรียนปีนี้พุ่งสูงถึง 66,372.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 6% จากปีก่อน และถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 2553 หรือสูงสุดในรอบ 17 ปี
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไม่ได้จบเพียงแค่ค่าเทอม แต่ยังรวมถึงค่าชุดนักเรียน หนังสือ อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ไปจนถึงค่าเทคโนโลยีสำหรับการเรียนออนไลน์และการค้นคว้าเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ภาระของแต่ละครอบครัวยังแตกต่างกันตามประเภทของสถานศึกษา โดยโรงเรียนรัฐบาลห้องปกติ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 10,975 บาทต่อคน ขณะที่โรงเรียนรัฐบาลห้องพิเศษ พุ่งสูงถึงเฉลี่ย 33,874 บาท ส่วนโรงเรียนเอกชนภาคภาษาไทย อยู่ที่ประมาณ 31,040 บาท และโรงเรียนเอกชนสองภาษา มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 52,660 บาทต่อคน
ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนความจริงที่ผู้ปกครองจำนวนมากต้องเผชิญ คือ ยิ่งอยากให้ลูกได้โอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น ยิ่งต้องจ่ายแพงขึ้น
ผู้ปกครองแบกต้นทุนอ่วม
ผู้ปกครองรายหนึ่งสะท้อนว่า การตัดสินใจให้ลูกเข้าโรงเรียนรัฐบาล เป็นความพยายามลดต้นทุนของครอบครัว เพราะเชื่อว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าโรงเรียนเอกชน แต่ในความเป็นจริง แม้รัฐจะสนับสนุนค่าหนังสือเรียนและชุดเครื่องแบบบางส่วน ครอบครัวยังคงต้องจ่ายส่วนต่าง เพิ่มอีกประมาณ 2,000 บาทต่อเทอม
ค่าใช้จ่ายที่ดูเหมือนเล็กน้อย กลับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายบ้าน ซึ่งหลายรายการผู้ปกครองยังต้องซื้อเพิ่มเติมเอง ไม่ว่าจะเป็นสมุด ดินสอ ปากกา หรือ อุปกรณ์ศิลปะ หากบ้านไหนรายได้ไม่เพียงพอ เด็กก็อาจไม่มีโอกาสได้ใช้อุปกรณ์เหมือนเพื่อนคนอื่น
แต่สิ่งที่หนักที่สุดสำหรับครอบครัวนี้ กลับไม่ใช่ค่าชุดนักเรียนหนังสือ หรืออุปกรณ์การเรียน กลับเป็นค่าอาหาร ที่ต้องให้ลูกวัยประถม 2 คน ติดตัวไปโรงเรียน เฉลี่ยคนละประมาณ 100 บาทต่อสัปดาห์ ท่ามกลางยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน เงินเพียงหลักร้อย ได้กลายเป็นภาระที่ต้องคำนวณอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีลูกหลายคน
นอกจากนี้ ยังมีค่าอินเทอร์เน็ตและค่าโทรศัพท์ ที่กลายเป็นต้นทุนทางการศึกษายุคใหม่ เด็กจำนวนมากต้องใช้ค้นคว้าข้อมูล ส่งการบ้าน หรือทำกิจกรรมออนไลน์ ผู้ปกครองบางรายยอมลดค่าใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อให้ลูกเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างไม่เสียเปรียบ
แม้กรณีนี้ผู้ปกครองจะรับส่งลูกเอง จึงไม่มีภาระค่าเดินทางเพิ่มเติม แต่สำหรับอีกหลายครอบครัว ค่าเดินทางกลับเป็นค่าใช้จ่ายหลักที่กินสัดส่วนไม่น้อยในแต่ละเดือน ทั้งค่ารถรับส่ง ค่าน้ำมัน หรือค่าโดยสารสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองรายนี้มองว่า หากนโยบายเรียนฟรี สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมจริง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้มากกว่านี้ เพราะเงินที่ครอบครัวต้องควักจ่ายในส่วนต่าง อาจนำไปใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตด้านอื่นของเด็กได้ ทั้งอาหารที่มีคุณภาพ อุปกรณ์การเรียนที่ดีขึ้น หรือแม้แต่เงินออมสำหรับอนาคต
แม้รัฐอุดหนุน แต่หลายโรงเรียนยังมีค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเอง
อีกด้านหนึ่ง จากกรณีที่ สภาผู้บริโภค โพสต์เชิญชวนผู้ปกครอง “เช็กใบเสร็จ” ค่าใช้จ่ายในโรงเรียน ว่ามีรายการใดบ้างที่อยู่ในส่วนที่รัฐอุดหนุนและไม่ควรถูกเรียกเก็บ กลับพบว่ามีผู้ปกครองจำนวนมากเข้ามาสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในทิศทางเดียวกันว่า แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ในทางปฏิบัติ หลายครอบครัวยังคงต้องควักจ่ายค่าใช้จ่ายอีกจำนวนไม่น้อย
หลายเสียงตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้ปกครองยังต้องจ่ายเงินเพิ่ม ทั้งที่ค่าใช้จ่ายพื้นฐานหลายรายการได้รับการอุดหนุนจากรัฐอยู่แล้ว ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน รวมถึงบริการพื้นฐานของโรงเรียน เช่น ห้องสมุด หรือห้องพยาบาล
อีกทั้ง แม้ว่าโรงเรียนจะไม่ได้เรียกเก็บค่าเทอมตรง ๆ แต่กลับมีค่าใช้จ่ายในชื่ออื่นที่ผู้ปกครองยังจำเป็นต้องจ่ายอยู่ดีเสียงสะท้อนเหล่านี้ กำลังชี้ให้เห็นว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่แค่ มีการเก็บเงินหรือไม่ แต่คือ วิธีการเก็บเงิน ที่ถูกปรับเปลี่ยนชื่อเรียก เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามประกาศหรือแนวทางของรัฐ แม้ชื่อค่าใช้จ่ายจะเปลี่ยนไป แต่ภาระที่เกิดขึ้นกับผู้ปกครองกลับยังคงอยู่เหมือนเดิม เช่น ไม่ได้เก็บค่าเทอม แต่เปลี่ยนชื่อเป็นเงินบำรุง บัตรนักเรียนไม่เก็บ แต่มีค่าดูแลระบบสแกนเข้าออก

เสียงสะท้อน งบอุดหนุนไม่สอดคล้องค่าใช้จ่ายจริง
ขณะเดียวกัน อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง คือ ความไม่สอดคล้องระหว่าง “งบอุดหนุนจากรัฐ” กับ “ต้นทุนจริง” ที่ผู้ปกครองต้องจ่าย โดยเฉพาะค่าเครื่องแบบนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ซึ่งหลายครอบครัวมองว่า งบที่ได้รับไม่เพียงพอกับราคาสินค้าในปัจจุบัน
เสียงสะท้อนเหล่านี้ จึงกำลังตอกย้ำคำถามสำคัญต่อระบบการศึกษาไทยว่า นโยบายเรียนฟรี ที่ควรช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา วันนี้สามารถทำให้ฟรีจริงได้มากแค่ไหน เพราะในชีวิตจริงของผู้ปกครอง อาจยังไม่ฟรีจริง ในเบื้องหลังเครื่องแบบนักเรียนหนึ่งชุด ยังมีต้นทุนที่หลายครอบครัวต้องแบกรับเงียบ ๆ ทุกครั้งเมื่อเปิดเทอมมาถึง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



