Ribbon

คุม “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง”  เหตุ โต 8 เท่าใน 3 ปี หนี้ท่วมหัวคนรุ่นใหม่

คุม “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง”  เหตุ โต 8 เท่าใน 3 ปี หนี้ท่วมหัวคนรุ่นใหม่

วันนี้สินค้าและบริการในชีวิตประจำวันสามารถถูกเปลี่ยนเป็น “หนี้” ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว เมื่อบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (Buy Now, Pay Later เรียกโดยย่อว่า BNPL) เป็นหนึ่งในทางเลือกการชำระเงินบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือราคาหลายหมื่นบาท ไปจนถึง “ข้าวมันไก่” ราคาเพียงกว่า 50 บาท แต่ความสะดวกดังกล่าวกำลังสร้างโจทย์ใหญ่ให้ระบบการเงินไทย เมื่อข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า จำนวนบัญชี BNPL เพิ่มขึ้นจากประมาณ 600,000 บัญชีในปี 2564 เป็น 4.91 ล้านบัญชี ณ สิ้นปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 8 เท่าภายในเวลาเพียง 3 ปี ขณะที่คนไทยกว่า 25 ล้านคนมีภาระหนี้ และกลุ่มอายุน้อยและรายได้น้อยเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นหนี้เสีย หรือ NPL สูง

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก “หมอหนี้เพื่อประชาชน” ของ ธปท. พบว่าลูกหนี้ที่เข้ามาขอคำปรึกษามีหนี้ BNPL เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และแทบทุกเคสมีหนี้ประเภทนี้พ่วงมาด้วย ยอดผ่อนแต่ละครั้งอาจมีมูลค่าเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยบาท จึงสร้างความรู้สึกว่าเป็นภาระเล็กน้อย แต่เมื่อมีสินค้าหลายรายการ หลายงวด หรือมีสินเชื่อจากหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน ภาระเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถสะสมกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น บริการบางแห่งอาจเสนอวงเงินหรือกำหนดให้สินเชื่อเป็นตัวเลือกในการชำระเงินโดยผู้บริโภคไม่ได้ตระหนักอย่างชัดเจนว่ากำลังใช้ “เครดิต” แทนเงินของตัวเอง ทำให้ผู้บริโภคแทบไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังก่อหนี้

อังกฤษเริ่มแล้ว คุม BNPL เหมือน “สินเชื่อ”

สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย หลายประเทศเริ่มปรับกติกาเพื่อให้การ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” หรือ BNPL อยู่ภายใต้หลักการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสินเชื่ออย่างจริงจัง ล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของสหราชอาณาจักร (Financial Conduct Authority หรือ FCA) ได้ออกหลักเกณฑ์กำกับเครดิตการชำระเงินแบบผ่อนชำระ (Deferred Payment Credit: DPC) ซึ่งเดิมได้รับการยกเว้นจากการกำกับ โดยกฎใหม่มีผลตั้งแต่ 15 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา

เหตุผลสำคัญที่ต้องเข้ามากำกับดูแล เพราะสินเชื่อ ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากมูลค่าเพียง 60 ล้านปอนด์ในปี 2560 เป็นมากกว่า 13,000 ล้านปอนด์ในปี 2567 ขณะที่ FCA พบความเสี่ยงว่าผู้กู้บางส่วนไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาอย่างเพียงพอ และสินเชื่อบางส่วนอาจถูกปล่อยโดยที่ผู้กู้ไม่สามารถรับภาระได้อย่างเหมาะสม

หัวใจสำคัญของกฎใหม่นี้ ไม่ได้ “ห้ามใช้ BNPL” แต่ทำให้ความสะดวกในการกู้มาพร้อมกับความรับผิดชอบของผู้ให้สินเชื่อ โดยก่อนทำสัญญา ผู้ให้บริการต้องให้ข้อมูลสำคัญแก่ผู้บริโภคอย่างชัดเจน ทั้งจำนวนสินเชื่อ จำนวนและความถี่ของงวด มูลค่าที่ต้องชำระ ราคาสินค้าหรือบริการ ตลอดจนภาระ ความเสี่ยง สิทธิและความคุ้มครองที่เกี่ยวข้อง และต้องมีการประเมินว่าผู้กู้สามารถรับภาระสินเชื่อได้อย่างยั่งยืน

เมื่อผู้บริโภคเริ่มผิดนัดหรือประสบปัญหาทางการเงิน ผู้ให้บริการต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม รวมถึงให้ข้อมูลที่จำเป็นและช่องทางเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาด้านหนี้ ขณะที่ผู้บริโภคมีช่องทางร้องเรียนผ่านบริการไกล่เกลี่ยและแก้ข้อพิพาททางการเงิน (Financial Ombudsman Service) ได้

สำหรับประเทศไทย ธปท. ได้ประกาศเตรียมเข้ากำกับดูแล BNPL โดยประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาครอบคลุมตั้งแต่ การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้ การตรวจสอบรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ การกำหนดประเภทและมูลค่าขั้นต่ำของสินค้าที่สามารถใช้ BNPL ไปจนถึงเพดานดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม รวมทั้งต้องทำให้ผู้บริโภครับรู้และยืนยันด้วยตัวเองว่าต้องการใช้สินเชื่อ ไม่ใช่เปิดวงเงินหรือเลือกสินเชื่อให้โดยอัตโนมัติ โดย ธปท. ตั้งเป้าให้เห็นแนวทางกำกับที่ชัดเจนภายในสิ้นปี 2569

“หนี้เล็ก” อาจไม่เล็ก เมื่อหนึ่งคนไม่ได้มีเจ้าหนี้รายเดียว

อาจิณ จุ้งลก อนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค ให้ความเห็นว่า ปัญหาที่ต้องจับตาจากการเติบโตของ BNPL ไม่ใช่เพียงยอดสินเชื่อ แต่คือการเพิ่มช่องทางให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เข้าถึงหนี้ได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่ปัญหาหนี้ของคนไทยมีความซับซ้อนอยู่แล้ว

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การขาดความรู้ทางการเงินและการขาดวินัยในการใช้จ่าย เพราะเมื่อสินเชื่ออยู่ใกล้ตัวมากขึ้น ตั้งแต่ BNPL ไปจนถึงบริการทางการเงินดิจิทัล อย่างธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) การกู้เงินอาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิมมาก แต่ความสามารถในการบริหารหนี้ของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

“ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง ทำให้คนเล็กคนน้อยถูกสปอยล์ไปเรื่อย ๆ หากปล่อยวงเงินให้ใช้ได้ง่าย แต่คนไม่มีความรู้และวินัยทางการเงิน สุดท้ายอาจล้มเป็นพวง” อาจิณ กล่าว

ปัญหาสำคัญอีกด้าน คือ ระบบแก้หนี้ที่ผ่านมายังมองลูกหนี้แบบ “แยกบัญชี แยกเจ้าหนี้” ทั้งที่ชีวิตจริงคนหนึ่งคนอาจมีทั้งหนี้บ้าน รถ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้สหกรณ์ BNPL รวมถึงหนี้ที่ถูกขายไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ และบางส่วนอาจเข้าสู่กระบวนการศาลหรือบังคับคดีแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อแก้เฉพาะหนี้ก้อนใดก้อนหนึ่ง แต่ไม่ได้สำรวจภาระทั้งหมดและเงินที่ลูกหนี้จำเป็นต้องใช้ดำรงชีวิต การปรับโครงสร้างหนี้อาจไม่ได้ทำให้ลูกหนี้ “รอด” จริง เพราะยังต้องไปกู้จากแหล่งอื่นเพื่อประคองชีวิต กลายเป็นการย้ายหนี้หรือเพิ่มหนี้แทนที่จะลดหนี้

“การแก้หนี้ต้องดูทั้งชีวิตของลูกหนี้ ไม่ใช่แยกว่าหนี้ก้อนนี้อยู่กับธนาคาร หนี้ก้อนนั้นอยู่กับสหกรณ์ หรืออีกก้อนเข้าสู่บังคับคดีแล้ว หากไม่แก้ให้ครบวงจร ลูกหนี้ก็จะถูกเรียกหนี้ไปเรื่อย ๆ และไม่มีโอกาสฟื้นตัวจริง” อาจิณกล่าว

ต้องเปลี่ยนจาก “แก้บัญชีหนี้” เป็น “ฟื้นฟูลูกหนี้”

อาจิณเสนอว่า จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาควรเป็นการ สำรวจหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้แต่ละคน ว่ามีเจ้าหนี้กี่ราย ยอดหนี้จริงเท่าใด อยู่ในขั้นตอนใด และเมื่อหักภาระหนี้แล้ว เหลือรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหรือไม่

จากนั้นจึงเจรจาปรับโครงสร้างหรือปรับลดหนี้ในระดับที่ลูกหนี้สามารถชำระได้จริง โดยต้องเหลือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยไม่ต้องกู้เงินก้อนใหม่มาจ่ายหนี้ก้อนเดิม แนวคิดนี้ต่างจากการมองปัญหาหนี้เฉพาะในมิติ “เจ้าหนี้จะได้รับเงินคืนเท่าใด” เพราะเป้าหมายต้องรวมถึงการฟื้นฟูศักยภาพของลูกหนี้ให้กลับมาเป็นกำลังทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

สำหรับ BNPL และสินเชื่อดิจิทัล สภาผู้บริโภคเห็นว่าการกำกับควรเริ่มตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะ การกำหนดอายุขั้นต่ำ การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ การเปิดเผยต้นทุนและเงื่อนไขอย่างชัดเจน การห้ามออกแบบระบบที่กระตุ้นให้ก่อหนี้โดยไม่รู้ตัว และการมีฐานข้อมูลที่ทำให้ผู้ให้สินเชื่อเห็นภาระหนี้โดยรวมของผู้บริโภคก่อนอนุมัติวงเงิน

ขณะเดียวกัน การมาถึงของธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ยิ่งทำให้โจทย์นี้เร่งด่วน เพราะการแข่งขันทางการเงินในอนาคตจะทำให้สินเชื่อเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและเฉพาะบุคคลมากขึ้น หากกติกาคุ้มครองและความรู้ทางการเงินตามไม่ทัน แทนที่จะเปิดโอกาสให้คนเข้าถึงบริการทางการเงิน อาจกลับกลายเป็นการเปิดประตูให้คนเข้าถึง “หนี้” ได้ง่ายกว่าเดิม

จาก Money Coach สู่ “หมอแก้หนี้” ที่รักษาได้ทั้งระบบ

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือ ธปท. ควรพัฒนาระบบ “หมอแก้หนี้” หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขหนี้สิน ที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาของลูกหนี้แต่ละรายแบบองค์รวม ตั้งแต่หนี้ปกติ หนี้ค้างชำระ NPL หนี้ที่ขายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ไปจนถึงหนี้ในกระบวนการศาลและการบังคับคดี เพราะในวันที่คนไทยสามารถสร้างหนี้ใหม่ได้ด้วยการแตะหน้าจอเพียงไม่กี่ครั้ง การคุ้มครองผู้บริโภคไม่อาจหยุดอยู่เพียงการบอกให้ประชาชน “มีวินัย” หรือ “ใช้เงินอย่างระมัดระวัง” เท่านั้น

“ผู้ให้สินเชื่อต้องรับผิดชอบต่อวิธีการปล่อยสินเชื่อ แพลตฟอร์มต้องไม่ออกแบบระบบเพื่อผลักให้ผู้บริโภคก่อหนี้โดยไม่ตระหนัก หน่วยงานกำกับต้องมองเห็นหนี้ของประชาชนทั้งระบบ และเมื่อคนเข้าสู่ปัญหาหนี้แล้ว ต้องมีกระบวนการที่ทำให้สามารถกลับมาตั้งหลักได้จริง” อาจิณ กล่าว

นอกจากกลไกแก้หนี้แล้ว กฎหมายล้มละลายต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ “ฟื้นฟูคน” ไม่ใช่เพียงกระบวนการจัดการทรัพย์สินเพื่อชำระเจ้าหนี้ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาที่มีหนี้สินเกินความสามารถชำระ สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูหรือขอล้มละลายด้วยตนเองภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม มีแผนจัดการหนี้ที่ชัดเจน และได้รับโอกาสกลับมาเริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่ได้ จึงจะสามารถแก้ปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืน