Ribbon

จากหมอที่เห็นคนไข้ ขายวัวขายนา เพื่อรักษาตัว สู่เสียงคัดค้าน แก้ พ.ร.บ.บัตรทอง

Getting your Trinity Audio player ready...

“ความทุกข์ของคนไข้ก่อนมีบัตรทอง”นพ.สุภัทร สะท้อนประสบการณ์ตรงในฐานะแพทย์ที่ต้องเห็นคนไข้ขายวัวขายนาเพื่อแลกกับการรักษาตัว พร้อมตั้งคำถามว่าการร่วมจ่ายกำลังพาระบบถอยหลังหรือไม่

ก่อนมี “ระบบหลักประกันสุขภาพ” หรือ “บัตรทอง”การเจ็บป่วยไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้าถึงการรักษาได้เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย เพราะสำหรับคนบางกลุ่ม ค่าใช้จ่ายในการรักษาอาจหมายถึงการต้องเลือกว่าจะรักษาตัวเอง หรือเก็บทรัพย์สินที่มีไว้ให้ลูกหลาน

นี่คือภาพที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา แพทย์ผู้ทำงานในระบบสาธารณสุขมานานกว่า 30 ปี ยังคงจำได้ดี เพราะเขาเคยทำงานที่โรงพยาบาลในชนบท ช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และได้เห็นกับตาตัวเองว่า “เงิน” สามารถกลายเป็นกำแพงที่ขวางคนคนหนึ่งออกจากการรักษาได้

ก่อนมีบัตรทอง คนไข้บางคนต้องขายวัวขายนาเพื่อรักษา

ช่วงก่อนมีนโยบายเกี่ยวกับระบบหลักประกันสุขภาพ คนที่มีรายได้น้อยอาจได้รับสิทธิในรูปแบบที่ชาวบ้านเรียกว่า “บัตรอนาถา” แต่ถึงจะมีบัตรดังกล่าว ก็ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง และต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยตัวเอง

สิ่งที่เขาจำได้ชัดเจนกว่าชื่อของบัตร คือภาพของคนไข้ที่ต้องตัดสินใจว่าจะเอาชีวิตตัวเองไปแลกกับทรัพย์สินที่มีอยู่หรือไม่

“ถ้าสมมติว่าเขาเป็นมะเร็ง เราบอกว่าต้องส่งต่อ หรือต้องผ่าตัดสำคัญ เขาก็ต้องขายวัว ขายควาย ขายนาไปรักษาโรคจริง ๆ เราเห็นชัดเจนเลย บางคนบอกว่าไม่ไหว อยากจะเก็บสมบัติให้ลูก ก็ไม่ขอรักษา ขอจะกลับไปตายบ้าน ทั้งที่เขารักษาได้นะ และเราอยากรักษาเขามาก เป็นโรคที่รักษาได้ด้วย”

สำหรับ นพ.สุภัทร ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของโรงพยาบาลหรือแพทย์ แต่คือ กำแพงทางการเงิน หรือ “Financial Barrier” ที่ทำให้คนคนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่ตัวเองควรได้รับ

นั่นทำให้เขามองว่า การเกิดขึ้นของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “บัตรทอง” เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบสุขภาพไทย

“บัตรทองมาแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างชะงัด เป็นนโยบายที่ดีที่สุดนโยบายหนึ่งของประเทศไทย และทั่วโลกก็ยอมรับด้วย อยากจะเลียนแบบด้วย แต่เรากลับกำลังจะทำให้ระบบนี้หายไป และทำให้สิทธิสุขภาพของประชาชนต้องถอยหลัง”

นพ.สุภัทร ตั้งคำถามว่า หากมีการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเปิดทางให้ประชาชนต้อง “ร่วมจ่าย” ค่ารักษา เรากำลังเดินหน้าแก้ปัญหา หรือกำลังพาระบบกลับไปสู่ภาพเดิมกันแน่

โรงพยาบาลมีปัญหาจริง แต่คำตอบไม่ควรเป็นการแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง

อย่างไรก็ตาม นพ.สุภัทรยอมรับว่า ปัญหาของโรงพยาบาลในปัจจุบันมีอยู่จริง จำนวนผู้รับบริการเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ย่อมหมายถึงภาระงานที่เพิ่มขึ้น หากงบประมาณยังมีข้อจำกัด โรงพยาบาลก็อาจเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง ค้างจ่ายค่าตอบแทน ของบุคลากร รวมถึงภาวะหมดไฟจากการทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญคือ เมื่อโรงพยาบาลกำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้ เราควรแก้ที่จุดไหน?

“เจ้าหน้าที่เบิร์นเอาต์ ผู้ป่วยมีจำนวนมากขึ้น โรงพยาบาลก็ขาดทุน จะแก้ด้วยการแก้กฎหมาย พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ พ.ร.บ.บัตรทองใช่ไหม คำตอบก็ชัดมากครับว่าไม่ใช่”

ในมุมของเขา การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแก้กฎหมายบัตรทอง แต่ควรเป็นการ “การออกแบบระบบสุขภาพของประเทศไทยใหม่” ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ เพื่อให้คนได้รับการดูแลตั้งแต่ต้นทาง และลดภาระของโรงพยาบาลขนาดใหญ่

หนึ่งในแนวคิดที่ นพ.สุภัทร เสนอคือ ให้ประชาชนลงทะเบียนกับหน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้านอย่างเป็นระบบ อาจเป็นคลินิกเอกชน โรงพยาบาลรัฐ หรือ โรงพยาบาลส่งเสรฺมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่มีความพร้อม โดยหน่วยบริการนั้นต้องมีทีมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เพียงพอ ทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และวิชาชีพสุขภาพอื่น ๆ เพื่อรับผิดชอบประชากรในพื้นที่อย่างจริงจัง

หากประชาชนมีหน่วยบริการปฐมภูมิที่ดูแลตั้งแต่โรคทั่วไปไปจนถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCD อย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลก็จะไม่ต้องรับผู้ป่วยทุกประเภทเข้ามาพร้อมกัน

ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องพบแพทย์เฉพาะทางจึงค่อยได้รับการส่งต่ออย่างเป็นระบบ โดยหน่วยบริการต้นทางสามารถประสานกับโรงพยาบาล นัดหมายแพทย์และวันเวลาให้ชัดเจน เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาจนดีขึ้น ก็สามารถส่งกลับมาให้หน่วยบริการใกล้บ้านดูแลต่อ

เขามองว่า ระบบลักษณะนี้จะช่วยลดความแออัดของผู้ป่วยนอก หรือ OPD ทำให้โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่ลดภาระจากผู้ป่วยนอกก็สามารถนำไปใช้รองรับผู้ป่วยในที่กำลังมีปัญหาความแออัด เพราะในความเป็นจริง โรงพยาบาลหลายแห่งมีผู้ป่วยในจำนวนมากจนถึงขั้นต้องนอนตามระเบียงหรือบริเวณหน้าลิฟต์

“นี่คือปัญหาเชิงระบบที่ควรได้รับการแก้ไขก่อนจะพูดถึงการแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง เพราะเราทำได้หลายอย่างมากเพื่อทำให้ระบบสุขภาพดีขึ้น แล้วปัญหาจะถูกแก้ไข ซึ่งไม่จำเป็นต้องแก้ พ.ร.บ.บัตรทองเลย”

“ร่วมจ่าย” อาจไม่ได้ทำให้ระบบดีขึ้น แต่ทำให้คนไข้ต้องต่อรองมากขึ้น

อีกประเด็นที่ นพ.สุภัทร เป็นห่วงคือแนวคิดเรื่อง “ร่วมจ่าย” หากการแก้ไขกฎหมายเปิดช่องให้ประชาชนต้องร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา สำหรับเขา เรื่องนี้ต้องเริ่มจากการมองก่อนว่า “สุขภาพ” เป็นสิทธิของประชาชน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องร้องขอหรือต่อรอง

“การร่วมจ่ายเป็นการถอยหลังนะ ถ้าเรามองว่าสุขภาพคือสิทธิ ก็เหมือนการศึกษาคือสิทธิ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องร้องขอ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องต่อรอง”

นพ.สุภัทร เห็นว่า การร่วมจ่ายอาจเหมาะกับบริการที่อยู่นอกเหนือจากการรักษาพยาบาล เช่น ห้องพิเศษ แต่หากเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษา สิทธิพื้นฐานควรได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียม โดยไม่ทำให้ผู้ป่วยต้องตัดสินใจจากกำลังเงินในกระเป๋า

นพ.สุภัทรกล่าวเสริมอีกว่า เมื่อการรักษาต้องร่วมจ่าย ภาระไม่ได้ตกอยู่กับผู้ป่วยเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังอาจย้อนกลับไปสร้างปัญหาให้โรงพยาบาล ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยต้องจ่ายค่าผ่าตัดตาหรือการผ่าตัดหัวใจบางส่วน โรงพยาบาลอาจต้องเผชิญคำถามว่าผู้ป่วยมีเงินจ่ายหรือไม่ หากไม่มี จะทำอย่างไร จะผ่าตัดหรือไม่ผ่าตัด และจะต้องต่อรองกันมากน้อยแค่ไหน

สุดท้ายแล้ว ในฐานะคนที่เคยทำงานในโรงพยาบาลมาตั้งแต่ก่อนมีระบบหลักประกันสุขภาพ ความหมายของ “บัตรทอง” จึงไม่ได้อยู่แค่ในตัวเลขงบประมาณหรือโครงสร้างของหน่วยงานรัฐ แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาโดยไม่ต้องแบ่งแยกด้วยเงิน เพราะการรักษาพยาบาลไม่ควรเป็นสิ่งที่คนต้องมีเงินมากพอจึงจะเข้าถึงได้ แต่ควรเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนได้รับอย่างเท่าเทียม

ขณะนี้สภาผู้บริโภคและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ กำลังรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง ภายใต้แคมเปญ “สิทธิสุขภาพ ห้ามถอยหลัง” ชวนร่วมลงชื่อปกป้องสิทธิการรักษาพยาบาลของคนไทยกว่า 47 ล้านคนได้ที่ลิงก์ https://forms.gle/JtjagA7Awe4LgCHDA