Ribbon

เปรียบเทียบมาตรการรับมือ “น้ำท่วม” ของต่างประเทศ

แต่ละประเทศมีวิธีรับมืออย่างไร และมีบทเรียนอะไรที่น่าสนใจ

ญี่ปุ่น (โตเกียว) – อุโมงค์กักเก็บน้ำใต้ดิน และ ซ้อมรับมือ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องเผชิญพายุไต้ฝุ่นและฝนตกหนักอยู่เป็นประจำ ขณะที่โตเกียวเป็นมหานครขนาดใหญ่ มีประชากรจำนวนมากและมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน ทำให้เมื่อเกิดฝนตกหนัก ระบบระบายน้ำในเมืองต้องรับมือกับน้ำปริมาณมหาศาล

หนึ่งในโครงสร้างสำคัญคือ G-Cans หรือที่หลายคนเรียกว่า “มหาวิหารใต้ดิน” ระบบควบคุมน้ำท่วมขนาดมหึมาที่อยู่ใต้ดิน ระบบนี้ประกอบด้วยอุโมงค์ยาวประมาณ 6.3 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับแม่น้ำเอโดกาวะ และมีบ่อขนาดใหญ่ 5 แห่ง แต่ละแห่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 32 เมตร และลึก 65 เมตร ทำหน้าที่รับน้ำส่วนเกินจากพื้นที่โดยรอบไว้ชั่วคราว

เมื่อปริมาณน้ำเพิ่มสูงถึงระดับที่กำหนด ระบบปั๊มจะช่วยระบายน้ำเข้าสู่แม่น้ำอย่างปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงที่น้ำจะไหลเข้าท่วมชุมชน

นอกจากโครงสร้างขนาดใหญ่แล้ว ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับ การเตรียมพร้อมของประชาชน ผ่านการฝึกซ้อมและการจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอ

บทเรียนของโตเกียวจึงไม่ได้อยู่แค่ “สร้างระบบให้ใหญ่พอ” แต่คือการทำให้ทั้ง โครงสร้างพื้นฐานและคนในเมืองพร้อมรับมือไปด้วยกัน

เนเธอร์แลนด์ – เขื่อนกั้นน้ำ และ โครงการคืนพื้นที่ให้แม่น้ำ (Room for the River)

เนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงจากน้ำมาอย่างยาวนาน เพราะพื้นที่เกือบ 1 ใน 3 ของประเทศอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เหตุการณ์น้ำท่วมทะเลเหนือในปี 1953 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 1,800 คน กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างจริงจัง

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมและพายุทะเลขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (Delta Works) ชุดโครงสร้างขนาดใหญ่ 13 แห่ง ทั้งกำแพงกันคลื่น ประตูระบายน้ำ และระบบล็อกสำหรับควบคุมระดับน้ำและปกป้องพื้นที่ราบลุ่ม

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการสร้างกำแพงกั้นน้ำ คือแนวคิดโครงการคืนพื้นที่ให้แม่น้ำ “Room for the River”

แทนที่จะพยายามควบคุมแม่น้ำด้วยการกักน้ำหรือสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนเธอร์แลนด์เลือก เพิ่มพื้นที่ให้แม่น้ำสามารถกระจายน้ำได้อย่างปลอดภัย

โครงการนี้ขยายพื้นที่ราบลุ่มของแม่น้ำ และในบางพื้นที่ถึงขั้นย้ายแนวเขื่อนเข้าไปด้านใน เพื่อเปิดพื้นที่ให้แม่น้ำเอ่อล้นได้โดยไม่ไหลเข้าสู่เขตเมือง

แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่ “เอาชนะน้ำ” แต่คือ ออกแบบเมืองและพื้นที่ให้สามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างปลอดภัย

บังกลาเทศ – บ้านยกสูง และ เตือนภัยล่วงหน้าทาง SMS

สำหรับบังกลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่มีพื้นที่ลุ่มน้ำและพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่ น้ำท่วมเป็นภัยที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และส่งผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

แต่การรับมือไม่ได้มีเพียงโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพราะสำหรับชุมชนที่เปราะบาง วิธีแก้ปัญหาต้องเข้าถึงได้และสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน

หนึ่งในแนวทางคือการสร้างบ้านที่ทนต่อน้ำท่วม โดยยกตัวบ้านขึ้นบนเสาเข็มหรือฐานดินที่สูงขึ้น พร้อมยกระบบจ่ายน้ำและจัดพื้นที่สำหรับปศุสัตว์

เป้าหมายคือทำให้ครอบครัวสามารถดำรงชีวิตและปกป้องทรัพย์สินได้ แม้น้ำจะท่วมเป็นเวลานาน

อีกส่วนสำคัญคือ ระบบแจ้งเตือนภัย ทั้ง SMS และระบบแจ้งเตือนด้วยเสียง ซึ่งช่วยเพิ่มเวลาสำหรับการเตรียมตัวและอพยพจากเดิมประมาณ 1 วัน เป็นราว 5–6 วัน

นี่สะท้อนให้เห็นว่า การรับมือน้ำท่วมไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากโครงการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เสมอไป บางครั้ง บ้านที่ออกแบบให้เหมาะกับพื้นที่และระบบแจ้งเตือนที่ไปถึงประชาชน ก็ช่วยลดความเสียหายได้อย่างมาก

อินเดีย – ชุมชนร่วมวางแผนรับมือน้ำท่วม

ในรัฐพิหารของอินเดีย ประชาชนจำนวนมากอาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำและต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง

แนวทางหนึ่งที่นำมาใช้คือการให้ ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม โดยเฉพาะกลุ่มช่วยเหลือตนเอง ซึ่งหลายกลุ่มมีผู้หญิงเป็นแกนนำ

กลุ่มเหล่านี้มีส่วนในการเชื่อมโยงแผนรับมือภัยพิบัติเข้ากับการบริหารท้องถิ่นและงบประมาณของพื้นที่

ความสำคัญของแนวทางนี้คือ การจัดการภัยพิบัติไม่ได้ถูกกำหนดจากหน่วยงานส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้คนในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มีส่วนกำหนดว่า พื้นที่ของตัวเองต้องการอะไร และควรใช้งบประมาณกับเรื่องใดก่อน

บทเรียนจากอินเดียจึงชี้ให้เห็นว่า การสร้างความพร้อมไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลเสมอไป หากคนในพื้นที่มีส่วนร่วมและมาตรการตอบโจทย์ปัญหาจริง

นิวซีแลนด์ – ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมในการอพยพ

นิวซีแลนด์เป็นอีกประเทศที่ต้องรับมือกับทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ และน้ำท่วม ทำให้การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติไม่ได้มองเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ให้ความสำคัญกับ ความรู้ท้องถิ่นและวัฒนธรรมของชุมชน ด้วย

โดยเฉพาะชุมชนชาวเมารี ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพื้นที่และแหล่งน้ำผ่านประเพณีและวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมา การใช้แผนอพยพแบบเดียวกันทั้งหมดอาจไม่เพียงพอ หากคนในพื้นที่ไม่รู้สึกว่าแผนนั้นสอดคล้องกับชีวิตของตัวเอง

สภากาชาดนิวซีแลนด์จึงพัฒนาแนวทางที่นำหลักการของชาวเมารีมาผนวกเข้ากับการวางแผนอพยพ ทั้งการใช้ สถานที่สำคัญ ภาษา และประเพณีท้องถิ่น เพื่อทำให้เส้นทางและวิธีการอพยพเป็นสิ่งที่คนในชุมชนคุ้นเคยและเข้าใจได้จริง

โครงการนำร่องพบว่าสามารถ ลดเวลาในการอพยพลง 25% เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉิน การมีแผนที่ดีอย่างเดียวอาจไม่พอ สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ประชาชนต้องเชื่อใจ เข้าใจ และพร้อมทำตามแผนนั้น

สหรัฐอเมริกา – ประกันภัยน้ำท่วม และ โครงสร้างเมืองยืดหยุ่น

สหรัฐฯ เผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมทั้งพื้นที่ชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากพายุเฮอริเคน และพื้นที่ตามแนวแม่น้ำที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม

เหตุการณ์อย่างเฮอริเคนแคทรีนาในปี 2005 และซูเปอร์สตอร์มแซนดีในปี 2012 แสดงให้เห็นว่าน้ำท่วมไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังสร้างภาระทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ โครงการประกันภัยน้ำท่วมแห่งชาติ หรือ NFIP ซึ่งช่วยคุ้มครองครัวเรือนประมาณ 5 ล้านครัวเรือนจากความเสียหายทางการเงินที่เกิดจากน้ำท่วม

ขณะเดียวกัน เมืองต่าง ๆ ก็ลงทุนในโครงสร้างเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เช่น การป้องกันน้ำท่วมชายฝั่ง การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ และการเพิ่มพื้นที่หลังคาเขียวที่ช่วยดูดซับน้ำฝน

แนวคิดสำคัญคือ การจัดการน้ำท่วมต้องคิดตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นตัวหลังเกิดภัย ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยแก้ไข

อิตาลี (เวนิส) – ระบบกำแพงกั้นน้ำ MOSE

สำหรับเวนิส เมืองที่มีน้ำล้อมรอบ น้ำท่วมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2019 เมืองต้องเผชิญกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ

หนึ่งในคำตอบคือระบบ Moses (Modulo Sperimentale Elettromeccanico) หรือ ระบบกำแพงกั้นน้ำขนาดใหญ่ที่เริ่มนำมาใช้ในปี 2020

ระบบนี้ประกอบด้วยประตูกั้นน้ำโลหะ 78 บาน ซึ่งสามารถยกตัวขึ้นในช่วงที่ระดับน้ำทะเลสูง เพื่อป้องกันน้ำจากทะเลเอเดรียติกไม่ให้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ประวัติศาสตร์ของเมือง

แนวคิดของ Moses คือ ไม่จำเป็นต้องปิดกั้นน้ำตลอดเวลา แต่สามารถ “ยกกำแพงขึ้นเมื่อจำเป็น” เพื่อปกป้องเมืองในช่วงที่เกิดน้ำขึ้นสูงผิดปกติ นี่เป็นอีกตัวอย่างของการใช้วิศวกรรมเข้ามาช่วยให้เมืองเก่าแก่สามารถรับมือกับความเสี่ยงจากน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป

แคนาดา – ใช้วัตถุระเบิดจัดการน้ำท่วม

น้ำท่วมไม่ได้เกิดจากฝนหรือน้ำทะเลเพียงอย่างเดียว ในพื้นที่น้ำตกไรโดของออตตาวา ประเทศแคนาดา น้ำแข็งที่กีดขวางทางน้ำ ก็สามารถทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นจนเกิดน้ำท่วมได้

หนึ่งในวิธีรับมือคือการใช้ การระเบิดแบบควบคุม เพื่อทำลายน้ำแข็งที่กีดขวางทางน้ำ มีการใช้วัตถุระเบิดมากกว่า 200 กิโลกรัมในหลุมใต้น้ำแข็ง โดยวางตำแหน่งเพื่อจัดการกับจุดที่น้ำแข็งหนาและมีความเสี่ยงต่อการติดขัดของทางน้ำ

หลังจากนั้นยังมีการใช้เครื่องจักรพิเศษสำหรับขจัดน้ำแข็ง ซึ่งสามารถจัดการน้ำแข็งที่ติดขัดได้ประมาณ 50 กิโลเมตรต่อกะ

แนวทางนี้สะท้อนว่า การป้องกันน้ำท่วมต้องเข้าใจสาเหตุเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพราะปัญหาน้ำท่วมของแต่ละเมืองไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียวกัน และวิธีแก้จึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

น้ำท่วมแก้ด้วย “กำแพง” อย่างเดียวไม่ได้

จากโตเกียว เนเธอร์แลนด์ บังกลาเทศ อินเดีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ เวนิส ไปจนถึงแคนาดา จะเห็นว่าการรับมือน้ำท่วมมีตั้งแต่ อุโมงค์ใต้ดิน เขื่อน ประตูระบายน้ำ บ้านยกสูง ระบบแจ้งเตือน ประกันภัย ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน

สิ่งที่แต่ละประเทศมีเหมือนกันคือ ไม่ได้รอให้น้ำมาแล้วค่อยแก้ปัญหา บางพื้นที่ลงทุนกับโครงสร้างขนาดใหญ่เพื่อป้องกันน้ำ บางแห่งเปิดพื้นที่ให้แม่น้ำ บางชุมชนปรับบ้านให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ ขณะที่บางประเทศเน้นให้ประชาชนได้รับข้อมูลเร็วและมีส่วนร่วมในการวางแผน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การรับมือน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพไม่ได้หมายถึงการทำให้น้ำหายไป แต่คือการทำให้เมือง ผู้คน และระบบต่าง ๆ พร้อมรับมือเมื่อ “น้ำมา”

และบทเรียนสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ประเทศไหนมีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่คือ แต่ละพื้นที่รู้หรือไม่ว่า ตัวเองกำลังเผชิญความเสี่ยงแบบไหน และออกแบบระบบรับมือให้เหมาะกับคนและพื้นที่ของตัวเองมากแค่ไหน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง